คัมภีร์จัดแจงข้อสอบผู้นำร้อยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ป.โท

ตำราจัดแจงข้อสอบผู้เป็นใหญ่ร้อยผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ป.โท
การกินวาจาราชาศัพท์
คำราชาศัพท์ เป็นศัพท์ไม่ใช่หรือถ้อยคำ คู่มือเตรียมสอบนายร้อยตำรวจป.โทคำเฉพาะที่บุคคลทั่วไปใช้แก่บุคคลที่ควรเคารพ
ตั้งแต่พระราชา พระราชวงศ์ พระภิกษุ ข้าราชการ ทดไปถึงคำสุภาพอ่อนโยนที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันทั่วๆ ไป
ราชาศัพท์คือถ้อยคำที่ใช้กับคนต่อไปนี้
1. พระบรมวงศานุวงศ์ประเทศไทยในระดับหม่อมเจ้าและเหนือขึ้นไป
2. เจ้าหัวหน้าคนงานในราชวงศ์ต่างแดน
3. ตัวละครที่ถ้าว่าคือเจ้านาย
4. สมเด็จพระสังฆราช
หัวเรื่องตรวจสอบในการใช้ราชาศัพท์
การใช้ “ทรง”
,, 
,, 
 ใช้ “ทรง” นำหน้ากริยาธรรมดาให้เป็นกริยาราชาศัพท์ เยี่ยง ทรงเล่น ทรงวิ่ง
ทรงออกกำลังกาย ทรงขอบใจ ทรงสั่งสอน เป็นต้น
 ใช้ “ทรง” ชี้บอกหน้าคำชื่อเล่นโปร่งบางคำให้เป็นกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงช้าง ทรงกีฬา
ทรงศีล ทรงธรรม ทรงบาตร หมายถึงท่อน
 ใช้ “ทรง” นำหน้าคำนามราชาศัพท์ให้เป็นกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงพระ
ไป ทรงพระราชนิพนธ์ ทรงพระราชดำริ เป็นต้น
 ห้ามใช้ “ทรง” นำหน้าคำที่เป็นกริยาราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น กริ้ว ตรัส บรรทม
ประทับ เสด็จ ประทาน ประชวร พึงใจ เสวย เป็นต้น
การใช้คำว่า “บรม” “ราช” และ “พระ”
 คำว่า “บรม” หมายความว่าคำที่ใช้กับพระพุทธเจ้าพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยเฉพาะ เช่น พระบรมราโชวาท พระบรมราชนุกรรม
 คำว่า “ราช” ใช้กับเจ้านาย 4 พระองค์ในรัชกาลปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราช
กุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น พระราชทาน เสด็จพระราช
ดำเนิน ทรงพระราชนิพนธ์
คำว่า “พระ” ใช้นำพระพักตร์นามสามัญให้เป็นราชศัพท์เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ ปาง พระแท่น พระภูษา พระอู่ เป็นดุ้น
การใช้ราชาศัพท์ให้ถูกต้องตามสำนวนไทย
“เฝ้าฯรับเสด็จ” ใช้เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไป ณ.
ที่ใดก็ยินยอม จะไม่ใช้คำว่า “ถวายการรับแขก”
การใช้ราชาศัพท์ให้ถูกต้องตามเหตุผล
 คำว่า “ราชอาคันตุกะ” พร้อมทั้ง “อาคันตุกะ”
คนแขกที่มาเยือน ถ้าเป็นแขกของพระมหากษัตริย์ใช้ “ราชอาคันตุกะ”
ถ้าไม่ใช่แขกของพระมหากษัตริย์ใช้ “อาคันตุกะ” เฉยๆ
สมมติว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำ เนินไปทรงเป็นแขกของ
พระมหากษัตริย์องค์อื่นๆ ให้ใช้ว่า “ทรงเป็นพระราชอาคันตุกะสรรพสิ่ง…”
แต่ถ้าสดแขกของปุถุชนอื่นที่ไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์ให้ใช้ว่า “ทรงเป็น
อาคันตุกะของ…”
 การถวายของแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ผิเป็นสิ่งของเล็กมากที่สามารถยกได้ให้ใช้ว่า “ทูลเกล้าฯถวาย”
ถ้าเป็นของใหญ่ที่กรีธาไม่ได้ไม่ใช่หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ใช้ว่า “น้อมเกล้าฯ ถวาย”
หมายเหตุ
 ราชาศัพท์จะใช้กับพระราชวงศ์ตั้งแต่ระดับ “หม่อมเจ้า” ขึ้นไป เพราะด้วยพระ
ราชวงศ์ที่สืบสาวน้ำเชื้อสายลงมา คือ หม่อนราชวงศ์และหม่อมหลวง ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ ส่วนราชวงศ์
ต่างประเทศนั้นเราต้องใช้ราชาศัพท์กับพระราชวงศ์ทุกประเทศตามฐานันดรศักดิ์ที่แท้แน่แท้
 สมเด็จพระสังฆราชใช้ราชาศัพท์อย่างเดี่ยวกับพระองค์เจ้า โดยใช้คำขึ้นพฤกษา
จดหมายว่า “กราบทูล” และลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด”
 ไม่ใช้ราชาศัพท์กับพระราชาฝ่าย โดยคำที่ใช้เขียนขึ้นต้นพระราชหัตถเลขาถึงพระราช
คณะคือ “นมัสการ” ส่วนคำลงตอนหลังใช้ว่า “ขอนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูง”
 คำขึ้นต้นจดหมายที่เขียนไปถึง ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธาน
รัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กับประธานศาลฎีกา ให้ใช้ว่า “กราบศึกษา”
ส่วนคำสุดท้ายใช้ว่า “ขอแสดงความยอมรับอย่างยิ่ง”
 คำว่า “ตาย” ที่เป็นราชศัพท์ใช้ติเตียน
“สวรรคต” ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระบรม
โอรสาธิราช พระบรมราชกุมารี
“ทิวงคต” ใช้กับเจ้าฟ้า ซึ่งได้รับการเฉลิมพระยศพิเศษ
“สิ้นพระชนม์” ใช้กับสมเด็จเจ้าฟ้าลงมาถึงพระองค์เจ้า พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช
“ถึงแม้ชีพิตักษัย” ใช้พร้อมด้วยหม่อมเจ้า
“มรณภาพ” ใช้กับภิกษุ สามเณร
“ถึงแก่อสัญกรรม” ใช้กับประธานองคมนตรี องคมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า
“ถึงแก่ตัวผลกรรม” ใช้กับสุภาพชนถ้วนทั่ว
 คำว่า “กำหนดการ” หมายถึง ระเบียบการที่บอกขั้นตอนของงานว่าจะมี
อะไรค่อย โดยเรียงไปตามลำดับสูง-ต่ำก่อนหลัง เช่น กำหนดการเดินทาง บังคับการสัมมนา เป็นต้น
ส่วนคำว่า “หมายกำหนดการ” หมายเฉพาะถึง หมายรับสั่งที่ทางสำนักพระราชวังแจ้ง
กำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปยังกลุ่มราชการ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดพอใจในด้าน
การรักษาความปลอดภัยในเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนิน คำนี้จึงใช้เจาะจงเสด็จพระราชดำเนิน
หรือเสด็จพระดำเนินของเจ้านายในระดับรองลงมาอย่างเป็นทางการ
 คำว่า “พระบรมสาทิสลักษณ์” คะเนถึง ภาพเฉกของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวและพระบรมราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งเป็นภาพวาดไม่ใช้ภาพถ่าย
ส่วน “พระบรมฉายาลักษณ์” หมายถึง ภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวและพระบรมราชวงศ์ชั้นรุ่งเรือง
 คำว่า “สูติบัตร” หมายเรียกทั้งๆ ที่ เอกสารสำคัญที่แสดงถึงชาติการเกิด วันเดือนปีเกิด
สิ่งของบุคคล โดยนายโพยเป็นผู้ออกให้
ส่วน “สูจิบัตร” หมายถึง ใบจัดแสดงรายการ เช่น สูจิบัตรงานวันเด็ก
แบบอย่างคำพูดที่เป็นภาษาเอิ้น
ลูกคู่ คู่แฝด ไม่จ๊าบ จ๋อย แจ๋วหรือไม่
ง่ายๆเจี๊ยบ ซดกาแฟ กิน ขี้เต่า หน้ามู่ทู่
เดินปัดๆ ดิ้นพราด ร้อนจี๋ หญิงเหล็ก กรุแตก
ลูกสมุน ยัวะ ช้ำใน ดวงจู๋ หน้าตาบ้องแบ๊วคู่มือจัดแนวข้อสอบนายร้อยตำรวจป.โท

ประเด็นข้อสอบหัวหน้าร้อยตำรวจป.โท

เรื่องแนวข้อสอบผู้นำร้อยยอกรวจป.โท
เงื่อนกวดนิรุกติ
เงื่อนไขภาษา พึงประสงค์ถึง เงื่อนไขที่โจทย์ให้มากล้าจะเป็นภาษาล้วนๆ ไม่ใช่หรือไม่เป็นตัวเลข
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ พร้อมกับให้ผู้เข้าสอบดูข้อมูลจากข้อสรุปว่าถูกจงไม่ใช่หรือไม่ออกจาก
ข้อแม้ที่ให้มาทิศาพฤกษา
แม่แบบข้อจำกัดคำพูด
,, 
,, 
คำประกาศิต กระทู้ถามในแต่ละข้อมีข้อสรุปที่ 1 กับข้อสรุปที่ 2 ให้พิจารณาข้อสรุปดังเอิ้น
โดยอาศัยเงื่อนไขจากที่โจทย์กำหนดให้มา และให้ขานดังนี้
ตอบ 1 ถ้ามีข้อสรุปเป็นจริงทั้งสองข้อ
ตอบ 2 เผื่อว่ามีข้ออย่างย่อๆไม่เป็นนักทั่วสองประเด็น
ตอบ 3 ถ้าข้อสรุปทั้งสองข้อไม่เก่งสรุปได้ได้จริงชัดว่าเป็นจริงหรือไม่ยอม
เงื่อนไขที่ให้ลงมา
ตอบ 4 ถ้าข้อย่อใจความทั้งสองหัวเรื่อง สรุปได้ไม่ตรงกัน
เงื่อนไขที่ 1
- สุรัตน์ พรศรี ด้วยกันชม้อย เป็นเพื่อนร่วมห้องเกียดกัน
- คนทั้งสามคน มีอาชีพ ข้อสอบนายร้อยตำรวจป.โท กีฬา ดาราที่ชื่นชอบและเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เท่าเทียมกัน
- ดาราที่ซาบซึ้งใจและอาชีวะข้าวของแต่ละคนจะมีพยัญชนะหน้าถอดแบบกับพยัญชนะตัว
หน้าตาของชื่อของเขา
- ดาราที่เขาต้องใจลงความว่า สกาวใจ พัชราภา พร้อมทั้ง ชลลดา
- อาชีพของใช้เขาถือเอาว่า สถาปนิก พิมพ์งาน ชาวสวน
- อาการเจ็บป่วยของพวกเขาคือ ปวดหัว ปวดท้อง กระเพาะ
- กีฬาในที่สิงขรชอบคือ ว่ายน้ำ เทนนิส ปิงปอง
- ชม้อยเป็นความเจ็บป่วยกระเพาะและชอบเล่นปิงปอง
ข้อ 1 ข้อสรุปที่ 1 สุรัตน์ มีอาการปวดหัว
ข้อสรุปที่ 2 สุรัตน์ทำเพลงกีฬาว่ายน้ำ
ข้อ 2 ข้อสรุปที่ 1 พรศรี ชอบดาราประหนึ่งชม้อย
ข้อสรุปที่ 2 สุรัตน์เล่นกีฬาเทนนิส
ข้อ 3 ข้อสรุปที่ 1 สุรัตน์ชอบเล่นกีฬาว่ายน้ำพร้อมกับมีอาชีพเป็นสถาปนิก
ข้อสรุปที่ 2 ชม้อยต้องใจดาราชลลดา
ข้อ 4 ข้อสรุปที่ 1 พรศรี กอบด้วยอาชีพพิมพ์งาน
ข้อสรุปที่ 2 พรศรี ชอบดาราชอบอเนกคือพัชราภา
ข้อ 5 ข้อสรุปที่ 1 ชม้อยทั้งเป็นชาวสวนแต่ก้อมีโรคประจำตัวรวมความว่าเป็นโรคประเพาะ
หัวเรื่องสรุปที่ 2 สุรัตน์โปรดสกาวใจมาก
เงื่อนไขที่ 2
- นางเอไม่กินเหล้า
- นางน้อยเหตุด้วยนางชม้อยยังมีชีวิตอยู่ชาวนา
- เพื่อนของนางชม้อยทุกคนกินเหล้า
- นางแดงเพื่อนสรรพสิ่งนางชม้อยเป็นครู
- นางชม้อยยังมีชีวิตอยู่มารดาบ้าน
ข้อ 6 ข้อสรุปที่ 1 โอนเอดื่มเหล้า
ข้อสรุปที่ 2 นางน้อยดื่มเหล้า
ข้อ 7 ข้อสรุปที่ 1 นางน้อยคือชาวนา
ข้อสรุปที่ 2 นางแดงถึงถึงแม้ว่าจะยังไม่ตายครูก็ยังดื่มเหล้า
ข้อ 8 ข้อสรุปที่ 1 นางชม้อยเป็นเพื่อนเกลอกับนางเอ
ข้อสรุปที่ 2 นางเอดื่มยอดข้าวเช่นเดียวกับนางแดง
ข้อ 9 ข้อสรุปที่ 1 ครูดื่มเหล้า
ข้อสรุปที่ 2 แม่บ้านดื่มเหล้า
ข้อ 10 ข้อสรุปที่ 1 นางเอไม่คว้าเป็นเพื่อนกับนางชม้อย
ข้อสรุปที่ 2 นางน้อยเป็นชาวนา
ปมไขที่ 3
- บุคคลใต้ผิวดำ
- คนเหนือผิวขาว
- คนอีกสานผิวเหลือง
- คนดำทุกคนเล่นฟุตบอล
- คนผิวขาวทุกคนกินข้าวเหนียว
- คนดำสวย
- คนอีสานเป็นกระ
ข้อ 11 ข้อสรุปที่ 1 คนใต้เป็นคนสวยทุกคน
ข้อสรุปที่ 2 คนใต้กินข้าวเหนียว
ข้อ 12 ข้อสรุปที่ 1 คนอีสานกินข้าวเหนียว
ข้อสรุปที่ 2 คนอีสานเป็นกระ
ข้อ 13 ข้อสรุปที่ 1 คนเหนือกินข้าวเหนียวใครก็ตาม
ข้อสรุปที่ 2 คนเหนือบางคนไม่เกินข้าวเหนียว
ข้อ 14 ข้อสรุปที่ 1 คนที่เล่นฟุตบอลทุกคนผิวดำ
ข้อสรุปที่ 2 คนที่เป็นกระทุกคนเป็นคนอีสาน
ข้อ 15 ข้อสรุปที่ 1 คนใต้กับคนอีสานบางคนเป็นกระ
ข้อสรุปที่ 2 คนเหนือ คนใต้ และคนอีกสานชอบกินข้าวเหนียว
เงื่อนไขที่ 4
- ทุกคนยังมีชีวิตอยู่เกลอกัน
- นายเอไม่เล่นฟุตบอล
- นายบีเล่นฟุตบอล
- นายซีเป็นอาจารย์
- ภรรยานายซีไม่เล่นฟุตบอล
- ญาติของนายซีเล่นฟุตบอลใครก็ตาม
- นายบีเป็นเพื่อนกับนายดี
- นายดีเป็นญาติพี่น้องของนายซีและเป็นภารโรง
- นายอีเป็นเพื่อนนายดี
- นายเอฟเป็นญาตินายซีพร้อมทั้งเป็นชาวนา
ข้อ 16 ข้อสรุปที่ 1 ทุกคนเล่นฟุตบอลยกเว้นภรรยานายซี
ข้อสรุปที่ 2 นายดีเป็นภารโรงพร้อมด้วยเล่นฟุตบอล
ข้อ 17 ข้อสรุปที่ 1 นายเอฟและนายเอเล่นฟุตบอล
ข้อสรุปที่ 2 นายซีเป็นอาจารย์และเล่นฟุตบอล
ข้อ 18 ข้อสรุปที่ 1 นายบีและนายดีเล่นฟุตบอล
ข้อสรุปที่ 2 นายซีและญาติๆ เล่นฟุตบอลทุกคน
ข้อ 19 ข้อสรุปที่ 1 ภรรยานายซีเป็นแม่ตำหนักที่เล่นฟุตบอล
ข้อสรุปที่ 2 เอกับบีเป็นเพื่อนเล่นกัน
ข้อ 20 ข้อสรุปที่ 1 นายเอเล่นฟุตบอลแต่ก้อเป็นเพื่อนกับภรรยานายซี
ข้อสรุปที่ 2 นายซีเล่นฟุตบอลข้อสอบนายงานสอดตำรวจป.โท
 

ข้อ|เรื่อง|หัวเรื่อง|หัวข้อ|ประเด็น|ข้อความ}สอบบรรณารักษ์

หัวเรื่องข้อสอบบรรณารักษ์
1. บุคลากรซึ่งทำการหน้าที่หลัก เบื้องซีกการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมเล่าเรียน
ลำดับขั้นปริญญาของรัฐด้วยกันเอกชน หมายเกณฑ์ถึง
  ก. ผู้ยุยง ข. ครู
  ค. คณาจารย์ ง. ผู้ปฏิบัติงานสถานศึกษา
 
2. บุคลากรความรู้แจ้งชีวิตที่คล้องผิดชอบการบริหารสถานศึกษาแต่ละแห่ง ทั้งของแว่นแคว้นและเอกชน หมายถึง
  ก. ผู้สอน                       ข. ซินแส
  ค. คณาจารย์ ง. ผู้บริหารสถานเรียน
 
3. พนักงานวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการทำกรณีเข้าใจนอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตเขตแดนการศึกษาขึ้นไปไป ประมาณถึง
  ก. ผู้บริหารงานการศึกษา  ข. ครู
  ค. คณาจารย์ ง. ผู้บริหารสถานศึกษา
,, 
,,
4. ความปรารถนาและหลักของการจัดการศึกษาหมายความว่าหัวเรื่องใด
ก. ให้เป็นสัตว์สองเท้าที่จำเริญทั้งตัวตน จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม 
ข. มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการทรงชีพ 
ค. สมรรถอยู่ประสานกับผู้อื่นได้อย่างมีความสนุกสนาน 
ง. ถูกทั้งหมดประเด็น
 
5. การสะสางศึกษา ข้อสอบบรรณารักษ์กศน.  รั้งแนวทางการในข้อใด
ก. เป็นการเรียนรู้ไม่เว้นชีวิตสำหรับประชาชนพลเมือง,  ให้สังคมมีส่วนร่วมในการทำงานศึกษา 
และการเจริญเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ให้มีชีวิตไปอย่างต่อเกี่ยวพัน 
ข. เป็นการทำความเข้าใจขั้นขั้นพื้นฐานของประชาชน,  ให้กลุ่มมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ 
ด้วยกันการพัฒนาเนื้อหาสาระและหมู่การเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง 
ค. เป็นการศึกษาทั่วถึงกันชีวิตสำหรับฝูงชน,  ระดมทรัพยากรจากที่อยู่ต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการเรียน
 ด้วยกันการเจริญสาระและพยู่ห์การเรียนรู้ให้ยังไม่ตายไปประการต่อเกี่ยวเนื่อง 
ง. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน,  ให้แวดวงมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเล่าเรียน
 พร้อมกับการก้าวหน้าคุณภาพชีวิต ให้ดียิ่งขึ้น
 
6. การศึกษาในระบบ แบ่งได้ยังไม่ตาย
ก. การศึกษาขั้นฐานราก และการเรียนรู้ชั้นขั้นสูง
ข. การศึกษาลำดับแรกวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ค. การศึกษาสถานภาพพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ง. การศึกษาปฐมวัย ด้วยกันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
 
7.การศึกษาขั้นฐานราก ประกอบด้วยการศึกษาซึ่งจัดไม่ค่อยกว่ากี่ปีก่อนระดับอุดมศึกษา 
 ก. หกปี ข. แปดปี
 ค. เก้าปี ง. สิบสองปี
 
8.การศึกษาเกรดอุดมศึกษาคั่นคือ
ก. ระดับแย่ปริญญา ด้วยกันระดับปริญญา
ข. ระดับอาชีวศึกษา กับมหาวิทยาลัย
ค. ระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา
ง. ระดับต่ำกว่ากว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี และรุ่งเรืองกว่าปริญญาตรี
 
9.การศึกษาภาคระบุมีตัวเลขกี่ปี
  ก. สามปี ข. หกปี
  ค. เก้าปี ง. สิบสองปี
 
10.การศึกษาขอบเขตกำหนดตั้งแต่คราวเท่าใดถึงเท่าใด
 ก. 5-12 ปี ข. 6-12 ปี
 ค. 7-16 ปี ง. 8-16 ปี
 
11. ข้อใดเป็นการจัดการศึกษาปฐมวัยและการทำความเข้าใจขั้นพื้นฐาน
ก. สถานที่พัฒนาเด็กปฐมวัย ข. โรงเรียน
ค. ศูนย์การเรียน ง. ถูกทุกข้อ
 
12. ข้อใดเป็นสถานพัฒนาเด็กวัยเด็ก
ก. ศูนย์เด็กเล็ก ข. ศูนย์พัฒนาเด็กแรกคลอด
ค. ศูนย์รวมบริการช่วยหลงเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการ
ง. ถูกทุกข้อ
 
13.สำนักงานอื่นของรัฐ อาจจัดการศึกษาโดยเจาะจงทางตามความจำเป็นจะต้องการและความช่ำชองขององค์กรนั้นได้ 
โดยคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก
ก. นโยบายและมาตรฐานการศึกษาของรัฐ 
ข. คุณประโยชน์เลิศของชาติ
ค. กำไรสูงสุดของผู้ร่ำเรียน
ง. เนื้อความต้องการของตลาดแรงงาน
 
14.การศึกษาขั้นรากฐาน และการศึกษาเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา หมายความถึงการศึกษาในระดับใด
ก. การศึกษาในระเบียบ ข. การศึกษานอกกระบิล
ค. การศึกษาอิสระ ง. การศึกษาผู้หลักผู้ใหญ่
 
15. การศึกษาอาณาเขตบังคับ มีผลรวมกี่ปี
ก. 3 ปี ข. 6 ปี
ค. 9 ปี ง. 12 ปี
 
16. การดำเนินงานและการจัดการศึกษาขั้นขั้นต้นให้คำสึงถึงสิ่งใด
ก. ระดับของการศึกษาขั้นขั้นแรก 
ข. จำนวนสถานศึกษา จำนวนประชากร ขนมธรรมเนียม
ค. ความพอดีทิศอื่น
ง. ควรทุกข้อ
 
17. การประเมินค่าคุณภาพการหาความรู้ ได้ขีดคั่นให้มีการประมาณคุณภาพนอกบ้านของสถานศึกษาอย่างไร
ก. อย่างน้อยหนึ่งปางในทุกปี ข. อย่างน้อยหนึ่งเพราในทั้งปวงสองปี
ค. ประเภทน้อยหนึ่งครั้งในทุกสามปี ง. ระบิน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี
 
18. เรื่องใดมีกระแสความหมายถึงการจัดกฎเกณฑ์ราชการกระทรวงศึกษาธิการ
ก.ระเบียบบริหารราชการในส่วนรวม
ข. ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา
ค. หลักเกณฑ์บริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาชั้นปริญญาที่เป็นนิติปุถุชน 
ง. ถูกทุกข้อ
 
19. การขีดเส้นตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ให้พิจารณาจวบจวน
ก. คุณวุฒิ ประสบการณ์
ข. หลักเกณฑ์ความรู้ชีพ
ค.. รูปพรรณกิจธุระความรับผิดชอบ และคุณลักษณะสิ่งการ
ง. ถูกทุกข้อ
 
20.  คนใด ต้องมีใบอวยประกอบวิชาชีพ
ก. ครู ข. ผู้ดัดตนสถานศึกษา 
ค. ผู้บริหารการเรียนรู้ ง. ถูกทุกข้อข้อสอบบรรณารักษ์

แนวทางข้อสอบเจ้านายร้อยตำรวจวุฒิป.โท

เขตแดนข้อสอบผู้เป็นใหญ่ร้อยตำรวจวุฒิป.โท
การกินนิรุกติ
อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบปัญหา แนวข้อสอบนายร้อยตำรวจวุฒิป.โท โดยให้ดองกับหัวข้อที่อ่าน
ข้อความต่าง ๆ ในโลกมักไม่สมหมายดั่งใจคิดและมีข้อขัดข้องมากมาย ชีวาของทุกผู้ทุกนามไม่ใช่
ทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบไว้ ถ้าเราไม่รู้จักอดทนก็จะรู้สึกท้อถอยไปเสียทุกเรื่อง แต่ถ้าเรามี
ทรรศนะอันถูกต้องแขวนกับชีวิตของกูแล้ว เราจะรู้จักแก้ไขปัญหาพร้อมด้วยคงทนชีวิตอยู่อย่างร่มเย็น
ทัศน์ชีวิตแบบพุทธประสบว่าโลกทั้งโลกคือมหาวิทยาลัยโตทุกหนทุกแห่งเป็นห้องเรียนรู้
ห้องหับประพฤติการ ทุกสามัญชนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราหมายความว่า ครู เพราะเขารู้อะไรดื่นดาษที่เรายังไม่รู้
ถ้าหากอย่างไรก็ดีคนที่ไม่ได้เข้าสถานที่เรียนล่วงเลย  อาจจะรู้กระไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีกว่าเรา เพราะเราไม่มีจังหวะไปอยู่ระดับ
อย่างเขา ถึงแม้ว่าแต่คนจบแค่ ป. 4 ถ้าเราคุยกับเขาก็อาจจะได้ความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่ชินรู้มาก่อนการทรรศนะ
คนแบบนี้จะทำให้เรายกย่องให้เกียรติทุกคน ไม่ดูหมิ่นเหยียดดูแคลนใครและอยู่กับคนอื่นได้ดั่งมี
ความสุข
,, 
,, 
ทั้งปวงเหตุการณ์ที่ลอดมาในชีวิตเราคือบทเรียนทั้งตาย เหตุการณ์ดี ๆ ที่ทำให้เราเป็นสุข
สนุกสนานก็คือบทเรียน เหตุการณ์ร้าย ๆ ที่ลงมือให้เราทุกข์เศร้าก็คือบทเรียน และเป็นบทเรียนที่ดี
สำหรับสำหรับมันทำให้เราปราดเปรื่องขึ้น เข้มแข็งขึ้น ทุกคราที่ท่านเจอะเจอกับความทุกข์ทรมาน ความ
ขัดสน ไม่ใช่หรือความเจ็บไม่สบายแสนสาหัส ขอให้รับสั่งกับตัวเองว่า เราทหารเรียนรายวิชาที่มีค่า
มหาวิทยาลัย โลกกำลังเพิ่มคุณค่าให้แก่เรา บทเล่าเรียนที่มีคุณค่าสูง ค่าหน่วยกิตย่อมแพงเป็น
ธรรมดา เรากล้าเรียนรู้ด้วยน้ำตา แต่ก็คุ้มค่า นั่นถือเอาว่าโอกาสให้เราได้ศึกษาและปรับปรุง พึงคิดไว้ว่าเครื่อง
ใดฆ่าเราไม่ได้ สิ่งนั้นจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
อย่าคิดฆ่าตัวตาย ทันทีที่เราเผชิญปัญหาอันเป็นบ้าเป็นหลังในชีวิต คนที่คิดฆ่าตัวตายคือนักเรียน
ชั้นเลวได้รับบทเรียนยากเข็ญ ๆ หน่อยก็คิดจะหนีเรียนท่าเพียงอย่างเดียว เขาจะไม่มีวันสิ้นสุดการศึกษาเลยถ้าเรา
มองชีวิตผังนี้ก็จะรู้สึกว่า เราเป็นหนุ่ม–สาวตลอดชีวิต เพราะนักศึกษาเป็นหนุ่มสาว เราจะมอน
เพลิดเพลินใจกับชีวิต ไม่คิดท้อถอยยามผิดหวังเพราะชีวิตนักศึกษาเป็นช่วงที่เรามีความสุขอื้อซ่าที่สุดๆ
โดยทั่วไปสิ่งที่เราพบพานอยู่เสมอนั้นมักไม่ได้ดั่งใจ อย่าลืมคิดว่าตัวเราก็ไม่ได้บริบูรณ์
ทุกเบื้องเลยจึงอย่าหวังความสำเร็จดั่งใจคิดทุกอย่าง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ประสบความจบสิ้นในที่
ชีวิตครอบครัว เรามีทัศนคติไม่ตรงกัน เมื่อเข้ากันไม่ได้ก็แยกทางกัน สังคมมักเห็นว่าชีวิตคู่เช่นนี้
ไม่พบความจบสิ้น ความจริงชีวิตคู่ก็เหมือนการเดินทาง ถ้าเดินทางผิดแล้วไปยังฝืนย่างเท้าทางต่อไปไม่
ยับยั้ง ไม่คิดหาทางออก ก็จะทำให้หลงทางอยู่อย่างนั้นรวมหมดไป การอดกลั้นเสด็จด้วยเรื่องจำใจ
เพราะสาเหตุบางอย่างนั้นไม่เป็นการดีเลย วงการจึงควรเปิดกว้างให้โอกาสเลือกชีวิตินทรีย์เอี่ยม ไม่
ซ้ำเติมคนที่ความเก่งเป็นทุกข์อยู่
ความทุกข์นั้นหาใช่สิ่งที่ดุประจำ 2ไป เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งเสนอไว้ว่า “เนื้อความทุกข์
เหมือนฤดูร้อน ฤดูร้อนแม้จะทำอุปถัมภ์นมบูดเร็วก็ยังบ่มให้ผลไม้สุกได้” หมายเกณฑ์กรณีว่า ความทุกข์ทำ
คนทั่วไประย่อนั้นจะทำให้ผู้ที่มีใจอดทนเกิดเนื้อความแก่กล้า ฉลาดและเก่งขึ้นกว่าเดิมที เพราะด้วยคดีนี้
ทุกช่วงเวลาที่เราต่อกันกับอุปสรรคคำถามต่าง ๆ จงอย่ายอมแพ้ สู้ต่อไปด้วยเรื่องอดทนไม่ท้อถอย
แล้วท่านจะประสบความสำเร็จในที่สุด
(จากเรื่อง “มองชีวิตให้ถูกต้อง” โดย สิเรียม ภักดีดำ รงฤทธิ์ คอลัมน์ “คนอย่างนั่งเขียน”
หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2547 หน้า 19)แนวข้อสอบหัวหน้าร้อยตำรวจวุฒิป.โท

{คู่มือ|คัมภีร์|ตำรา|หนังสือ|คู่มือการใช้|หนังสือคู่มือ|เอกสาร{แนะนำ|พินิต|สั่งสอน|ชักจูง|ชักนำ|ชักชวน|ชี้ช่อง|แนะลู่ทาง|ชี้{ช่อง|โอกาส|ทาง|จังหวะ|หุบ|หว่าง|หลุม|รู|อานน|ตา|ประตู|ทวาร|ทางเข้าออก|ซอก|โพรง|ร่อง|หลืบ|รอยโหว่|ด่าน|ทาง

 
หนังสือคู่มือเตรียมการข้อสอบจัดวิชาการสรรพากรกรมสรรพากร
ความเป็นมาการจัดเก็บสรรพากรอากร
ติดสอยห้อยตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ที่เชิงอรรถได้เกี่ยวกับความเป็นมาการเรียกเก็บภาษีอากรของชาติ
แหลมทอง หมายถึงศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชซึ่งอยู่ในยุคสมัยกรุงสุโขทัย แต่คดีมีชีวิตมา
ที่แล้วยุคสุโขทัยได้เคยชินมีการวิเคราะห์โดยพิจารณาถึงประเภทประวัติศาสตร์การบำรุงรักษาของ
ชาติไทย ซึ่งคาดว่าการจัดเก็บภาษีอากรน่าจะเป็นวิวัฒนาการมาจากผลของการก่อสร้าง
ราชอาณาจักรณยุคแรกๆของชนชาติ ไทย ที่สัมผัสมีการรบพวยพุ่งเป็นสงครามกับเสี่ยวเหย้า
คู่คี่ เมื่อมีการรบทัพจับศึกชนะก็จะมีการกวาดกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สิน หลังจากนั้นก็จะให้ดินแดนผู้
พ่ายที่อยู่ภายใต้การปกครองจัดส่งเครื่องบรรณาการมาให้ให้ ซึ่งลักษณะการได้มาซึ่งรายคว้า
กับทรัพย์สินฝั่งต้นเป็นการนำรายได้จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งอาจ
หยิบว่าเป็นรูปนิยมการจัดเก็บภาษีประเภทหนึ่ง และในขณะเดียวกันการที่จะให้ราชอาณาจักรมี
การบริหารที่เข้มแข็ง มีการรุดหน้าในทิศานุทิศกรณีทั้งเป็นเสด็จที่ดีขึ้น รัฐจำเป็นที่จะควรมีการกฎ
ผู้ใช้แรงงานภายในประเทศชาติ สำหรับเข้ามาทำนุบำรุงประเทศ ทั้งในด้านการก่อสร้างถาวรวัตถุ การขุด
คูน้ำ ถนนหนทางต่างๆทั้งนี้โดยการเกณฑ์แรงงาน อาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษี ที่ไม่เป็น
ตัวทรัพย์สมบัติจำพวกหนึ่งเช่นกัน จนจนถึงต่อมาเมื่อมีการคืบหน้าจนมีการนำระเบียบเงินตรามาใช้ใน
การแลกเปลี่ยนกลับกลายในราชอาณาจักร ถ้าผู้ที่ถูกมาตรฐานเป็นพลังงานต้องการประกอบอาชีพเป็นอิสรภาพ
ก็อาจนำเงินตราที่ควานหามาได้มาใช้ให้กับรัฐเหรอเจ้าขุนมูลนายเพื่อขอคดีเป็นอิสระในการ
ประกอบอาชีพ อันเป็นก้าวหนึ่งของการเริ่มเป็นระบบการจัดเก็บภาษีอากรในระยะต่อลงมา
จากรูปพรรณสัณฐานของการหาราย คู่มือเตรียมสอบนักวิชาการสรรพากรกรมสรรพากรได้และการเกณฑ์แรงงานมากินในการเจริญเมือง ไม่มีเงิน
เปิดฉากสาวก้าวเข้ามาสู่กบิลการเสียเงินภาษีอากรให้กับรัฐข้างพฤกษาเป็นพางการวิเคราะห์ถึงวิวัฒนาการ
ของระบบภาษีของชาติไทย โดยอิงกับรูปแบบการปกครองเท่านั้น แต่ว่าตามย่อหน้าความนี้จะย้ำ
เนื้อๆประวัติการจัดสงวนภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัย
กรุงสุโขทัยเป็นแท่งมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในที่การจัดเก็บภาษี เป็นระบิลใดมาจนถึง
ปัจจุบัน
,, 
,,
การเรียกเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1763 – พ.ศ. 1893)
ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ราชอาณาจักรสุโขทัยมีความก้าวหน้าเหลือแหล่
เพราะพระองค์ดำรงฐานะทั้งนักสู้และนักปราชญ์ ทรงถือบังเหียนประเทศชาติได้เป็นสถิรพร้อมทั้งมีการ
แพร่การค้าไปทั่วราชอาณาจักรและไปถึงต่างประเทศ ทิ้งข้อความเจริญรุ่งเรืองด้วยกันมีการ
ประกอบการค้าทั้งในและนอกราชอาณาจักรในยุตสมัยราชอาณาจักรสุโขทัยดังที่กล่าวมา
ข้างต้นมีขึ้นในศิลาจารึกซึ่งแสดงของกลางว่า มีการจัดเก็บภาษีอากรมาตั้งแต่ก่อนยุคพ่อขุน
รามคำแหง คือข้อความตอนหนึ่งที่ว่า
เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี
ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบในไพร่ลู่ทาง
มิตรสหายจองวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย
ใครจักค้าช้างค้า ใครจักค้าม้าค้า
จากข้อกระแสความที่ว่าแรกเริ่มมีการจัดเก็บจังกอบ จำกอบ หรือจกอบนี้ หมายถึงค่าเดียวกัน เป็น
ภาษีชนิดหนึ่งที่กักตุนจากผู้นำสัตว์และสิ่งของสินค้าไปเพื่อขายในที่ต่างๆ หรือไม่ก็หมายถึงภาษีที่
เก็บจากสัตว์และสิ่งของที่นำเข้ามาจำหน่าย โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10
ชัก 1 และการเก็บนั้นมิได้เก็บเป็นตัวเงินตาปีตาชาติ ตกว่าเก็บเป็นสิ่งของผลัดเปลี่ยนตัวเงินก็ได้แล้วแต่จะ
เก็บประการใดได้สะดวก เพราะด้วยในสมัยนั้นวัตถุที่ใช้แทนเงินตรายังไม่เจริญ ในยุคสมัยนั้น ใน
การจัดเก็บจังกอบ รัฐบาลจะตั้งเป็นบริเวณคอยดักเก็บในสถานที่ที่คล่อง เยี่ยงถ้าเป็นทางบก
ก็จะไปตั้งที่ปากทางหรือทางที่จะเข้าเมือง ถ้าหมายความว่าทางน้ำ ก็จะตั้งใกล้ท่าแม่น้ำเหรอเป็นทางผสาน
สายน้ำ โดยที่ตั้งเก็บจังกอบ เพรียกหาเตือน ขนอน ทั้งนี้ขนอนจะเป็นที่เฝ้าคอยเก็บจังกอบสินค้า
ทั่วไป ไม่เฉพาะเพียงการนำเข้าและขนออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะมีทั้งขนอนบก
ขนอนน้ำ ขนอนชั้นนอก ขนอนชั้นใน และ ขนอนตลาด เป็นต้น
การจัดเก็บจังกอบเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนยุคสุโขทัย และได้งดเว้นไม่เก็บจังกอบจาก
ราษฎรเลยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ในภายหลังจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงไม่มีใบสำคัญว่า ใน
ยุคสุโขทัยได้มีการจัดเก็บจังกอบจากราษฎรอีกหรือไม่
การจัดเก็บภาษีค่าธรรมเนียมในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 – พ.ศ. 2310)
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการแผ่นจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เป็นคราวที่มีการจัดเก็บภาษีอากรอากร
ลั่นลือมาก การตั้งกรุงศรีอยุธยาเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 1893 ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ได้ทำ
พระนครขึ้นที่ริมหนองโสน แล้วทำการราชาภิเษกทรงพระนามตำหนิติเตียน สมเด็จพระรามาธิบดี ขนาน
นามราชธานีว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ในช่วงไม่เว้นอายุกรุงศรีอยุธยา เป็นเวลา 417
ปี บ้านเมืองมีทั้งความเจริญและความเสื่อม ในสมัยที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมาก หมายความว่า สมัย
สมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมด้วยสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถ แต่ในบางรัชสมัยพระมหาธรรมราชาและพระเพทราชา
การจัดเก็บภาษีอากรในที่สมัยกรุงศรีอยุธยา หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า ส่วยสาอากร
ได้มีการแบ่งการจัดเก็บออกเป็น 4 ฝ่าย รวมความว่า จังกอบ อากร ของขวัญ พร้อมด้วยฤชา โดยมีรายละเอียดยิบ
เหตุฉะนี้
1. จังกอบ หรือไม่ก็ จำกอบ เป็นภาษีที่ตั้งชื่อเก็บจากการฉุดส่วนสินค้า ที่นำเข้ามามาจำหน่าย
ตามที่ได้อธิบายข้างพืชพันธุ์
2. อากร หมายถึง ส่วนที่เก็บจากผลประโยชน์ที่ราษฎรนฤมิตมาหาคว้าในการประกอบการ
ต่างๆเช่น ทำนา ทำไร่ ทำสวน ฯลฯ หรือการได้รับสิทธิจากรัฐบาลไปกระทำการ เช่น ต้มกลั่น
สุรา ออมของในป่า จับปลาในน้ำ ฯลฯ เช่น อากรค่านา อากรสวน อากรสุรา อากรค่าน้ำ เป็น
ต้น การเก็บอากรอาจจัดเก็บเป็นตัวเงินหรือเป็นสิ่งของ ถือเป็นภาษีที่จัดเก็บไล่ตามแผนการ
ผลิตผลผลที่ได้รับจากรัฐไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
3. ส่วย ข้อความหมายของส่วย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงอยู่ราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานว่า
ถ้อยคำว่า ส่วย
- สิ่งของที่รัฐบาลเรียกเอาเอาจากเมืองที่อยู่ภายใต้ปกครอง หรือว่าอยู่ในความรักษา
มีชีวิตค่าตอบแทนการบำรุงรักษาหรือคุ้มครอง ส่วยตามความหมายนี้จึงมีลักษณะเป็นเครื่องเคราราช
ของขวัญ
- เงินช่วยราชการตามที่กะเกณฑ์เรียกเก็บจากราษฎรชายที่มิได้รับราชการทหาร
เป็นรายบุคคล เกี่ยวข้องจากสังคมเมืองไทยแต่ดั้งเดิม มีระบบเกณฑ์แรงงานจากราษฎร โดยรัฐไม่ต้อง
จ่ายค่าจ้าง แต่จะให้ความอภิบาลทางกฎหมายเป็นการตอบแทน ทั้งนี้เดิมราษฎรที่ถูกเกณฑ์
แรงงาน จะมาบ่อยๆการเป็นเวลาปีละ 6 เดือน โดยผู้ที่ไม่มารับราชการเมื่อถึงเวรของตน
จะต้องเสียส่วยเรียกว่า ส่วยแทนแรง เกี่ยวกับที่ราชการจะได้จ้างคนมาทำงานทำแทน ส่วยแทนแรง
เพื่อที่จะที่ราชการจะได้จ้างคนมาทำงานแทนที่ ส่วยแทนแรงนี้ได้ควรเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นเงินรัชชูปการใน
เวลาต่อมา(รัชกาลที่ 6 )
- อัฐถิ่นทางราชการกะๆให้ราษฎรร่วมรับกิจธุระในการทำบางดั่ง เยี่ยง
กฎให้ลุ้นสร้างป้อมปราการ เป็นต้น
- ทรัพย์มรดกของผู้มรณภาพซึ่งจำเป็นต้องถูกริบเป็นของหลวง อันเกี่ยวเนื่องจากเกินกำลัง
ของทายาทที่จะเอาเก็บใช้สอย คือต้น
4. ฤชา คือค่าธรรมเนียมที่ทางราชการเรียกเก็บจากราษฎรซึ่งได้รับประโยชน์จากรัฐ
เป็นการเจาะจงตัว เช่น ผู้ใดจะขอโฉนดตราสาร เพื่อมิให้ผู้อื่นบุกรุกแย่งชิงที่เรือกสวนไร่นา จัก
ต้องเสียฤชาแก่รัฐ หมายความว่าต้น ฤชาที่สำคัญได้แก่ คุณค่าธรรมเนียม และค่าทำให้เรียบทางการศาล
เมื่อพิจารณาตามลักษณะการจัดเก็บภาษีอากรข้างต้น จะเห็นว่ามีการจัดเก็บภาษีรวมหมด
ในรูปของการกำหนดจัดเก็บจะได้รับผลประโยชน์ในทางอ้อม คือ เหตุจังกอบและส่วย ส่วนอีก
ข้อความหนึ่งคือในรูป ที่ผู้แตะต้องจัดเก็บจะได้รับผลประโยชน์จากรัฐโดยตรง คือ อากรและฤชา
ในขณะเดียวกัน เมื่อมีการศึกษาค้นคว้าถึงวิวัฒนาการในด้านการทำงานงานจัดเก็บใน
สมัยกรุงศรีอยุธยา จะพบปะว่าในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หมายความว่าช่วงเวลาที่มีการ
กวาดล้างระบบการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ ทั้งในปีกการวางเกณฑ์ทางการคลัง การส่วยสา
อากร ฯลฯ โดยพระองค์ได้ทรงพิภัชการจัดการการปกครองออกเป็น 4 ส่วน เรียกว่า จตุสดมภ์
 
ขึ้นไป เหตุด้วยมุ่งหวังทางด้านรายได้ให้มากขึ้นแล้ว ยังมีการจัดเก็บภาษีเพื่อให้วัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น
ภาษีฝิ่น ภาษีปลาเป็น ภาษีปลาทู และอากรมหรสพ รวมถึงการนำภาษีอากรที่เลิกล้มการ
จัดเก็บไปแล้ว เช่น อากรค่าน้ำ และอากรรักษาเกาะมาใช้ในการจัดเก็บ ทั้งนี้ โดยมี
รายละเอียดสิ่งของอยากในการจัดเก็บภาษีในแต่ละรูปพรรณดังนี้
ภาษีฝิ่น
จัดเก็บโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการจำกัดและควบคุมการดูดฝิ่นของประชาชน โดยแม้ว่า
แต่เดิมคนไทยถือว่าฝิ่นเป็นยารักษาโรคชนิดหนึ่ง สร้างมากลายเป็นสิ่งเสพติดที่แบบทั่วไปในสมัย
รัชกาลที่ 1-3 รัฐบาลถือว่า ฝิ่นเป็นสินค้าต้องห้ามโดยทางการได้ออกกฎหมายห้ามซื้อขาย แต่
ได้มีการลักลอบซื้อขายสูบฝิ่นกันอย่างมากมาย ในสมัยรัชกาลที่ 4 รัฐบาลจงตั้งให้มีการเก็บ
ภาษีฝิ่น ทั้งนี้ภาษีฝิ่นที่จัดเก็บในครั้งนั้น จัดเก็บในลักษณะภาษีผูกขาดโดยให้ผูกขาดเป็นราย
เมืองเหมือนกับอากรสุรา เชื่อมมาได้มีการยกเลิกการเสพกับค้าฝิ่นโดยเด็ดขาดในปี พ.ศ. 2502
ภาษีปลาทูสด ปลาทู
จัดเก็บละผู้ที่ได้รับอรรถประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเป็นภาษีที่เกิดจากการประมูล
สิ่งของภาคเอกชน และได้รับสิทธิผูกขาดจากรัฐบาล ภายหลังได้มีการยกเลิกในปี พ.ศ. 2470
อากรมหรสพ
อากรระดับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะจัดแจงเก็บรายได้จากผู้จัดมหรสพ ซึ่งมีรายได้ดีมากในสมัย
นั้น อากรชนิดนี้เริ่มมีการจัดเก็บมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเก็บจากการละทำเพลง
ต่างๆ และได้นำมาจัดเก็บใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยอากรมหรสพเป็นอากรผูกขาด นาย
อากรจะประมูลขอรับผูกขาดจัดเล่นและนำส่งรายรับให้กับรัฐ
อากรค่าน้ำและอากรรักษาเกาะ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการนำการจัดเก็บอากรค่าน้ำ และอากรรักษาเกาะมาใช้ในการ
จัดเก็บอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากผลของการยกเลิกการจัดเก็บในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่อให้เกิด
ผลกระทบที่สำคัญ คือ มีประชาชนพากันมาจับปลาเต็มแรงขึ้น ทำให้เป็นการฆ่าฟันพันธุ์ปลา
และรัฐบาลต้องเสียรายได้อันพึงได้จึงได้มีการนำกลับมาจัดเก็บอีกครั้ง สำหรับรายเจ้าระเบียบ
การจัดเก็บอากรทั้ง 2 ประเภท มีดังนี้
- อากรค่าน้ำ หมายความว่าการเรียกเก็บอากรจากการจับปลาในแม่น้ำลำคูน้ำ หนองบึง ทะเล
อากรค่าน้ำ มีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม สำหรับกรณีอากรค่าน้ำเค็ม เป็นอากรผูกขาด รัฐบาลจะ
ออกกฎหมายจดอัตราอากรไว้เป็นหลักเกณฑ์ตามชนิดของเครื่องมือที่ทำมาหากิน
- อากรรักษาเกาะ เป็นการเก็บจากผู้หาไข่จาระเม็ด (ไข่ฟองเต่าตนุ) บนเกาะในฝั่ง
ทะเลตะวันออก โดยอากรประการนี้เป็นอากรผูกขาด ผู้ใดสามารถให้เงินแข่งขันสูงสุดแก่รัฐ ก็จะ
ได้รับเป็นนายอากรดูแลผลคุณประโยชน์ของเกาะที่รับผูกขาด การจัดเก็บอากรชนิดนี้มีผลต่อ
ทรัพยากร ธรรมชาติ ผลจากการยกเลิกในรัชกาลที่ 3 ทำให้เต่าตนุแถบชายฝั่งทะเลถูกจับไป
เจี๊ยบจนเกือบสูญพันธุ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้นำกลับมาจัดเก็บใหม่ อย่างไรก็ดี ในแง่ของ
การบริหารการจัดเก็บ ในขณะนั้นมีการจัดเก็บที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย มิได้อยู่ในการงานการ
จัดเก็บของหน่วยงานที่มีการจัดเก็บภาษีอากรโดยตรง ประดุจดัง กรมพระคลังมหาสมบัติ จัดเก็บ
ภาษีน้ำมันมะพร้าว ภาษีเสา อากรบ่อนเบี้ย อากรสวนนอกและอากรสวนใน ฯลฯ กรมพระ
กลาโหม จัดเก็บอากรสุรากรุงเทพฯ ภาษีเหล็กหลอม อากรรังนก ฯลฯ กรมมหาดไทย จัดเก็บ
ภาษีเรือโรงร้าน ภาษีละคร ภาษีไม้ไผ่ ฯลฯ กรมท่ากลาง จัดเก็บอากรสมพัดสร พริกไทย
อากรรักษาเกาะ ภาษีกระจุกกระจิก ฯลฯ กรมท่าซ้ายจัดเก็บภาษีเกลือ กรมนาจัดเก็บอากรค่านา
หมายถึงพฤกษ์
การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 2453)
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชปรารภว่า เงินภาษีอากรอันเป็นผลผลสิ่งของธาตรี
จัดเก็บกันไม่เป็นกะบิลกระจัดแจงรั่วไหลไปมากมาย ในปี พ.ศ. 2416 จึงได้ตรา
พระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ จุลศักราช 1235 และได้ชื่นชอบเกล้าตั้งสำหรับห้องหอ
รัษฎากรพิพัฒน์ขึ้น เพื่อเป็นสำนักงานกลางสำหรับเก็บเงินผลประโยชน์รายได้ภาษีอากรของใช้
แผ่นดินมารวมไว้ในที่แห่งเดียว มิให้แยกย้ายกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ดังที่เคย
เป็นมาแต่ก่อน ให้หน่วยงานราชการทุกแห่ง นำส่งเงินผลประโยชน์เข้าสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์
เป็นรายคว้าแผ่นดิน ให้มีพนักงานบัญชีกลางด้วยรวบรวมบัญชีผลผลดีธาตรี และตรวจสอบ
ตราการสะสมภาษี
อากรสิ่งของที่ทำงานต่างๆให้เป็นไปอย่างละเอียด ไม่รั่วดังแต่ก่อน ซึ่งนับครอบครองต้นตระกูล
ของกระทรวงการคลังในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2418ได้โปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติกรม
พระคลังมหาสมบัติ จุลศักราช 1237 ตั้งกรมพระคลังมหาสมบัติ แยกงานการคลังออกลูกจากงานการ
ต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นรวมกันอยู่เป็นราชการในกรมท่า และต่อมาในปี พ.ศ. 2433 ได้ยกฐานะ
กรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตามพระธรรมนูญ หน้าที่ราชการ
กระทรวงพระคลังมหาสมบัติรัตนโกสินทร์ศก 109
ในกร้านการจัดเก็บภาษี ได้พึงใจให้กลายเป็นวิธีการเก็บภาษีอากรเสียนวชาต จากระบบเจ้า
 คู่มือเตรียมสอบครันพิทยาการสรรพากรกรมสรรพากร
 

คู่มือการใช้จัดแจงแนวข้อสอบสถานที่ธนานุบาลกทม.

หนังสือเตรียมตัวสอบสถานธนานุบาลกทม.
แนวแบบการดำเนินงานตนเป็นพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย
ราษฏรดีไล่ตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีวิธีการปฏิบัติตนดั่งนี้ หมายความว่า
1) ด้านสังคม ได้แก่
(1) การจัดโชว์มโนทัศน์หมวดมีสาเหตุ
(2) การรับฟังข้อคิดมองเห็นข้าวของเครื่องใช้ผู้อื่น
(3) การวางใจครั้นเมื่อผู้อื่นมีเหตุที่ดีกว่า
(4) การตัดสินใจ คู่มือเตรียมสอบสถานุบาลกทม.โดยใช้เหตุผลจ้านกว่าอารมณ์
(5) การให้เกียรติเกณฑ์ของสังคม
(6) การมีมนัสสาธารณะ คือ เห็นแก่ผลประโยชน์ของสาธารณะและป้องกันสาธารณเงินตรา
2) ด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น
(1) การรัดเข็มขัดและอดออมในครอบครัว
(2) การซื่อสัตย์สุจริตต่ออาชีพที่ทำ
(3) การพัฒนางานกิจการงานให้ก้าวหน้า
(4) การใช้เวลาว่าง ให้เป็นผลดีประสานรอยตนเองและสังคม
(5) การสร้างงานและสร้างสรรค์สิ่งปลอมใหม่ ๆ เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมประเทศไทย
และกลุ่มโลก
,, 
,,
(6) การดำรงฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดี มีความซื่อสัตย์ ตั้งมั่นในอุดมการณ์ที่ดีต่อแว่นแคว้น
เป็นใหญ่มาก
3) ด้านการภาราการคุ้มครอง เช่น
(1) การนับถือกฎเกณฑ์
(2) การรับฟังข้อคิดเห็นของทุกคนโดยอดคงทนต่อข้อความขัดแย้งที่มีขึ้น
(3) การรับผิดในเหตุผลที่ดีกว่า
(4) การซื่อสัตย์ต่อภาระหน้าที่โดยไม่เห็นแก่อรรถประโยชน์ส่วนแท่ง
(5) การกล้าเสนอความคิดเห็นต่อส่วนรวม แรงเสนอตนเองในการทำ พันธกิจ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
(6) การทำกิจอย่างเต็มกรณีรอบรู้ เต็มเพลา
ศีลธรรมของการเป็นพลเมืองดี
คุณธรรม จริยธรรม หมายถึง ความดีที่ควรปฏิบัติ กิริยาที่ควรประพฤติ
คุณธรรม จริยธรรมที่ส่งเสริมเนื้อความเป็นพลเมืองดี ได้แก่
1) ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หมายถึง การตระหนักใน
ความสำคัญของความเป็นชาติไทย การยึดมั่นในหลักศีลธรรมของศาสนา และการ
จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
2) ความมีระเบียบวินัย หมายถึง การตั้งใจณการอยู่ร่วมกันโดยยึดระเบียบวินัย เพื่อ
ความเป็นระเบียบสวยงามในสังคม
3) ความองอาจทางจริยธรรม หมายถึง ความเก่งกล้าในทางที่ถูกที่ชอบ
4) ความรับผิดถูกต้อง ปรารถนาถึง การยอมหมดลมผลประโยชน์ประเด็นตนเพื่อผู้อื่น หรือว่าสังคม
โดยรวมได้รับประโยชน์จากการกระทำของตน
5) การละวาง หมายถึง การหยวนแย่ผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผู้อื่น หรือว่าสังคมโดยรวม
ได้รับผลจากการกระทำของตน
6) การตรงต่อเวลา หมายถึง การทำงานตรงตามเวลาที่ได้รับมอบ
การเสริมให้ผู้อื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
การที่บุคคลปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยจากนั้น ควรสนับสนุนส่งเสริม
ให้บุคคลอื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยด้วย โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้
1. การปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย โดยยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมมของ
ศาสนาและหลักการของประชาธิปไตยมาใช้ในวิถีการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อเป็นแม่พิมพ์อย่างที่
ดีแก่คนรอบข้าง
2. เผยแพร่ อบรม เหรอสั่งสอนบุคคลในครอบครัว เพื่อนบ้าน คนในสังคม ให้ใช้หลักการ
ทางประชาธิปไตยทั้งเป็นพื้นฐานในการทรงชีวิตทุกวัน
3. สงเคราะห์ชุมชนในเรื่องที่เชื่อมกับการดำเนินตนให้ถูกต้องตามข้อบังคับ โดยการสั่งเล่า
เขียนบทความเผยแพร่ผ่านพาหะประชาชนพลเมือง
4. จรุง หรือสนับสนุนคนดีมีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง
หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน
5. เป็นหูเป็นตาให้กับรัฐใช่ไหมที่ทำการของานรัฐในการกระตุ้นคนดี และกำจัดคนที่เป็น
ภัยกับสังคม
การสนับสนุนยื่นให้ผู้อื่นทำตัวเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย ควรเป็นจิตสำนึกที่ปุถุชน
ควรจะปฏิบัติเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยอย่างนักยิ่ง
การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมไทยและเข้าผู้เข้าคนโลก
การที่บุคคลจะเป็นสมาชกที่ดีของสังคมไทยและสังคมโลก จะต้องทบทวนถึงสถานภาพ
บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ในการปฏิบัติตัวตนเป็นพลเมืองดี
ความหมายของสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และการงาน
1) สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งที่บุคคลได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคม ปันออกเป็น
สถานภาพที่ได้มามาโดยปรากฏ เช่น ลูก หลาน คนไทย เป็นแท่ง และสถานภาพทางสังคม
เช่น ครู นักเรียน แพทย์ เป็นต้น
2) บทบาท บ่งถึง การปฏิบัติตามสิทธิ พันธกิจอันเกี่ยวพันมาพลัดพรากสถานภาพของคน
เนื่องจากบุคคลมีหลายสถานภาพ ในคนคนเดียว ฉะนั้นบทบาทของบุคคลจึงจำเป็นต้องปฏิบัติไป
ตามสถานภาพในสภาพการณ์ตามสภาพนั้น ๆ
3) สิทธิ ประสงค์ถึง อำนาจหรือผลกำไรของบุคคลที่กฎหมายให้ความดูแล ราวกับ
สิทธิเลือกตั้ง กฎหมายสรุปให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีคุณลักษณะถูกต้องตาม
กฎหมายมีสิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้ตอบสนองราษฎร
4) เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการจัดการของบุคคลที่อยู่ในของเขตของกฎหมาย
เช่น เสรีภาพในการพูด การขีดเขียน เป็นไม้
5) หน้าที่ หมายถึง ภาระรับผิดชอบของคนที่จะต้องปฏิบัติ เช่น หน้าที่ของบิดาที่มีต่อ
บุตร คือต้นคู่มือเตรียมข้อสอบสถานธนานุบาลกทม.

เอกสารแนะนำจัดแจงสอบบรรณารักษ์กศน.

หนังสือคู่มือจัดแจงสอบบรรณารักษ์กศน.
สิทธิ์ที่ท่าการเที่ยงธรรม
 สามัญชนเทียรมีอำนาจอันชอบธรรมข้างในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(1) อำนาจเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้โดยง่าย สะดวก ปุ๊บ และทั่วถึง
(2)สิทธิรากฐานในแถวพิจารณา
(3) ปุถุชนพอดีมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการตรวจสอบอย่างตรง ฉุกละหุก
พร้อมด้วยหมายถึงธรรม
(4) ผู้ยับเยิน ผู้แตะหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือสักขีในคดี
มีอำนาจได้รับการวางตัวที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการเที่ยงตรง ทดทั้งสิทธิ์
ในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง ฉุกละหุก ครอบครองธรรม และการไม่ให้พจน์เป็นปฏิปักษ์สร้าง
ตนเอง
(5) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา คู่มือเตรียมสอบบรรณารักษ์กศน. จำเลย พร้อมทั้งพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับข้อความปกป้องรักษา
และความปลดเปลื้องที่จำคือและพอดีจากรัฐ ส่วนค่าชดใช้ ค่าตอบสนองและค่าใช้จ่ายที่
จำต้อง ให้เป็นไปยินยอมที่กฎหมายบัญญัติ
(6) ผู้เยาว์ เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับ
ความคุ้มกันในการดำ เนินท่าพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม พร้อมด้วยย่อมมีสิทธิได้รับสารภาพ
การวางตนที่เหมาะสมในโทษที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(7) ในคดีอาญา ผู้จำเป็นจะต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการไต่ถามเหรอการพิจารณาคดี
ที่ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม ช่องในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจทานหรือได้
รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับข้อความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายเหตุ และการ
ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(8) ในเหตุแพ่ง มนุษย์มีสิทธิได้รับความเอื้อเฟื้อทางกฎหมายจำพวกพอดีขนมจาก
รัฐ
,, 
,,
สิทธิ์ในโภคทรัพย์
 การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอิทธิพลตามบทบัญญัติ
แห่งกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการดูแลรักษา
ประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การสนับสนุนและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์เก่าก่อนสถานและที่อยู่
ถนนหนทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ก็ด้วยอรรถประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าเสียหายค่าทดแทนที่เป็นธรรม
ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความวอดวายจากการเวนคืนนั้น
ทั้งนี้ ตามที่กฎปฏิบัติบัญญัติ
 กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนด
ระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้งถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่ระบุ
ดังกล่าว ต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการชิงชัยเพราะว่า
เสรีอย่างเป็นกลาง
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การจด การพิมพ์ การ
โฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
 การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยเดชตามบทบัญญัติณ
กฎเกณฑ์ ล้วนๆเพื่อเยียวยารักษาความมุ่งมั่นของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติศักดิ์ คำเล่าลือ
สิทธิในตระกูลหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของคนอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือว่า
ศีลธรรมอันดีของคนเดินดิน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของใช้
ประชากร
 การสั่งปกปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือว่าสื่อมวลชนอื่นสำหรับลิดรอนเสรีภาพจะดำเนินตนมิได้
 การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือว่าแสดงความคิดเห็นทุกคน
หรือบางประเภท หรือการล่วงล้ำด้วยกุศโลบายใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพ จะทำมิได้ เว้นแต่เพราะ
อาศัยอำนาจวาสนาตามบทข้อบังคับในที่กฎหมาย
 การให้นำข่าวไม่ใช่หรือข้อเขียนไปให้เจ้าการงานตรวจก่อนนำไปสื่อโฆษณาในหนังสือพิมพ์
หรือพาหะมวลชนอื่น จะดำเนินการมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่แดนอยู่ในภาวะการสู้รบ
 เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติสยาม
 การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของใช้
เอกชน รัฐจะกระทำมิได้
 พนักงานใช่ไหมลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายความเห็น
วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อประชาชนพลเมืองอื่น ย่อมมีอิสรภาพในการเสนอประกาศและแสดงความทบทวนดูดูภายใต้
ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ เพราะว่าไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ สถานีของรัฐ
รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีอำนาจ
จัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกดูแลกันเองของ
สหพันธ์วิชาชีพ
 ข้าราชการ ผู้ปฏิบัติงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานข้าวของเครื่องใช้ชาติ หรือ
รัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น พอดีมีอิสรภาพ
ดั่งเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชน
 การลงมือใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงเหรอทางตีวงโค้งของผู้ดำรงทำเนียบทางการเมือง
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขวางกั้นหรือเหลื่อมล้ำการเสนอข่าวหรือแสดง
ตรรกเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคล ให้ถือว่าเป็นการมุ่งมั่นใช้อำนาจครอบงำหน้าที่โดยมิชอบใจ
และไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปติดสอยห้อยตามกฎหมายหรือคุณธรรมแห่งการ
ประกอบวิชาชีพ
 ระลอกคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็น
ทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง
ทำภาระจัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และคุมการประกอบภารกิจวิทยุกระจายเสียง วิทยุ
โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยต้องรำลึกทั้งที่ผล
สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษาเล่าเรียน วัฒนธรรม คดีปึกแผ่น
ของรัฐประโยชน์สาธารณะอื่น และการประมูลโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาค
ประชาชนมีอะไหล่ผสานในการเดินทางการสื่อมวลชนหลวง และการกำกับการประกอบธุรกิจ
สัมผัสมีมาตรการเพราะด้วยปกป้องรักษามิให้มีการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการเข้าครอง ระหว่าง
สื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยมนุษย์อื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการสกัดกั้นความอิสระในการรับรู้ข่าว
ประกาศ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการตัวเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือไม่ก็โทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในพระนามของตนเองหรือไม่ให้ผู้อื่นมีชีวิต
กรรมสิทธิ์ธุรกิจหรือถือหุ้นแทน ไม่ก็จะไปการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยช่องตรงหรือทางโดยนัยที่
อาจบริหารงานกิจการดังเสนอได้ในอย่างไรเดียวกับการเป็นเจ้าของภารกิจไม่ก็ถือหุ้นในภารกิจ
ดังที่กล่าวมาแล้วคู่มือเตรียมสอบบรรณารักษ์กศน.

แถวข้อสอบหนักหนาความรู้แจ้งการภาษีกรมสรรพากร

แนวข้อสอบมากหลายความรู้การภาษีอากรกรมสรรพากร
แนวทางการจัดเก็บภาษี
นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) รวมความว่า แผนการแขวนกับการใช้ชำระและรายได้ของรัฐ
เป็นอุปกรณ์สำคัญในการสรุปคอลัมน์ทาง เป้าหมาย และการเดินทางธุระด้วยแจกบรรลุ
เจตนารมณ์ทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังประกอบด้วย แนวทางภาษีอากร นโยบายด้าน
รายจ่าย นโยบายการก่อหนี้และบริหารหนี้สาธารณะ และนโยบายในการปกครองเงินทองคงคลังเก็บของ
 วัตถุพึงประสงค์ของนโยบายการคลัง
ประการที่ 1  แนวข้อสอบนักวิชาการสรรพากรดันการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาลให้มี
ประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดี จัดสรรทรัพยากรในสัดส่วน
ที่ทำให้สังคมได้รับสวัสดิการและมีประสิทธิภาพสูง สุด รัฐสามารถจัดหาสินค้าและบริการ
สาธารณะ (Public goods and service) ในจำนวนกับคุณลักษณะตรงกับความจำเป็นจะต้องการข้าวของเครื่องใช้
ประชาชน
ประการที่ 2 ประเทืองการเรี่ยรายรายได้ที่เป็นธรรม แต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์และ
พระราชภารกิจที่เป็นธรรม นโยบายการคลังจะนำไปสู่การปรับปรุงการกระจายรายได้เบื้องต้นของ
มวลมนุษย์ให้ ทัดเทียมเท่ากัน
ประการที่ 3 เสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการ
คลังเพิ่มพูนการใช้จับจ่ายใช้สอยพร้อมด้วยเพิ่มปริมาณการลงทุนในอาณาเขตรัฐโดย แต่อย่างยิ่งการขยายแบบ
สาธารณูปโภคเพื่ออำนวยเหตุหมูแก่การลงทุนและ การผลิตของภาคเอกชน
ประการที่ 4 อนุรักษ์เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แนวนโยบายการคลังสามารถใช้ในการสร้าง
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แข็งแรงภาพในตลาดเงิน กับความทัดเทียมในบัญชีดุลการปรับปรุงเงิน
ระหว่างดินแดน
 นโยบายทางเศรษฐกิจ
,, 
,, 
นโยบายทางเศรษฐกิจ หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์หรือคณะบุคคล โดย
มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจที่ได้ตั้งไว้
แนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. นโยบายการเงิน มุ่งหมายถึง นโยบายที่เนื่องข้องกับการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการ
กำหนดและ สั่งปริมาณเงินและสินเชื่อ ให้มีเหตุสมควรกับความจำเป็นต้องการและเนื้อความ
จำหมายความว่าของระเบียบเศรษฐกิจ คว้าแก่ การรักษาปึกแผ่นภาพของราคา การส่งเสริมให้มีการจ้างกิจธุระ
เพิ่มขึ้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การบำบัดรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการชำระ
เงินตราระหว่างประเทศ แยกย่อยออกเป็น 2 ประเภท ถือเอาว่า
1) นโยบายการเงินทองต้นร่างผ่อนคลาย เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืดของรัฐบาล เพราะใช้
เครื่องเคราหัตถ์ทางการเงินต่าง ๆ สำหรับพอกพูนปริมาณเงินในระเบียบเศรษฐกิจให้เข้ารูปกับสถานะทิศ
เศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ซึ่งทั้งเป็น การเพิ่มประภาพการซื้อให้ประชาชน เป็นการกระตุ้นสละให้เศรษฐกิจ
รู้สึกตัวตัว ทำให้ประเภทราคาสินค้าสูงขึ้น จูงใจให้ ลงทุนเพิ่มขึ้น การจ้างงานก็จะเพิ่มขึ้น ผลเกิด
เพิ่มจนรายได้ประชาชาติสูงขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาเงินฝืด
2) แผนการการสตางค์แบบเข้มงวดหรือแบบรัดตัว ยังไม่ตายการปฏิรูปปมเงินเฟ้อของ
รัฐบาลโดยใช้เครื่องมือการเงินต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับ
ภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น คือ ลดอำนาจการซื้อของพสกนิกรลง มีชีวิตการซ่อมข้อสงสัยสถานะที่เป็นอยู่เงิน
เฟ้อ
2. แผนการการคลัง เล็งถึง นโยบายการหารายได้และการวางแผนการใช้จ่ายสรรพสิ่ง
รัฐบาล นโยบายการคลัง เป็นเครื่องมือในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรายได้ในชาติ
เพราะผลจากการดำเนิน นโยบายการคลังของรัฐบาลจะส่งผลกระแทกต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ
ของประเทศตามเป้า หมายหรือจุดประสงค์ของรัฐบาลที่วางไว้ มี 3 ประเภท ดังนี้
1) นโยบายการคลังเก็บของกับการผันแปรรายได้ประชาชาติ การเก็บภาษีอากรกับ
ก า ร
ใช้จ่าย ของรัฐบาลมีผลกระทบกระเทียบกับรายได้และค่าใช้จ่ายของแคว้น เพราะถ้ารัฐบาลเก็บสรรพากร
ใน อัตราที่สูงทำให้คนธรรมดา มีรายได้ที่จะนำไปใช้จ่ายได้จริงมีปริมาณลดลง ทำให้การบริโภค
ของประชาชนลดลง ถ้ารัฐบาลเก็บภาษี ในอัตราที่ต่ำจะทำให้ประชาชนมีรายได้เหลืออยู่ในกร
จำนวนมาก ประชาชนจะบริโภคเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้ รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นด้วย
2) นโยบายการคลังกับการแก้ข้อสงสัยสภาพการณ์เงินเฟ้อ รัฐบาลใช้แผนการการคลังแบบ
หดตัวเหตุด้วย แก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ โดยการเพิ่มอัตราภาษีและลดรายจ่ายของรัฐบาล เพื่อลด
ปริมาณเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจ ลดความต้องการบริโภคของประชาชนลงและลด
รายจ่าย ของรัฐบาลทำให้ประชาชนมี รายได้ลดลง นโยบายนี้รัฐบาลต้องใช้งบเดาแบบ
เกินดุล คือต้องทำให้รายรับสูงกว่ารายจ่าย
3) นโยบายการคลังกับการแก้ปัญหาสถานะเงินฝืด รัฐบาลใช้นโยบายการที่เก็บตัวอย่าง
คลาย ตัว เพื่อแก้คำถามภาวะเงินฝืด โดยการมากขึ้นรายจ่ายของรัฐบาลและลดอัตราภาษี ด้วยว่า
เติมปริมาณเงินสับเปลี่ยนใน ระบบเศรษฐกิจ เพิ่มความควรการบริโภคของพี่น้องร่วมชาติ ต่อเติม
การลงทุนเพิ่มการจ้างงานและผลผลิต ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นโยบายนี้รัฐบาลแตะ
ใช้งบมัตตะ แบบขาดดุล ถือเอาว่าต้องทำให้รายจ่าย สูงกว่ารายรับ
รายรับสิ่งรัฐบาล หมายเรียกถึง เงินที่รัฐบาลได้รับในรอบศก ได้แก่ รายได้รัฐบาลและ
เงินกู้ของรัฐบาล
รายได้ของรัฐบาล หมายถึง เงินภาษีอากร กำไรจากรัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียมพร้อมทั้ง
รายได้เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ในรอบปี
ราย ได้ของรัฐบาลที่สำคัญ คือ เงินได้จากภาษีอากรแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือว่า
1. รายได้จากภาษีอากร
2. รายได้ที่มิใช่ภาษีอากร เงินรายได้จากภาษีอากร หมายถึง รายได้ที่รัฐบาลผลักดัน
รวบรวมจากฝูงชนผู้มีรายได้เพื่อใช้แจกในกิจกรรมของรัฐบาลด้วยว่าก่อให้เกิดค่าต่อสังคม
กลุ่มรวม พร้อมด้วยไม่มีผลขานสนองโดยตรงจากผู้เสียภาษีอากร
ราย ได้รับที่มิใช่ภาษีอากร คือ รายได้ที่รัฐบาลไปบัญชาเก็บจากประชาชน เหมือน
รายได้เก็บตก จากภาคหลวงป่าไม้ แคว้นหลวงแร่ รายได้จากการรถไฟ การไฟฟ้า อุตสาหกรรม
ของรัฐ รายได้จากค่าธรรมเนียม จดสารบาญ การออกใบอนุญาตต่าง ๆ รายได้เดินทางเงิน
เอาใจช่วยเหลือจากต่างมณฑลและรายได้ค่าปรับดอกเบี้ย เบี้ยกู้ รายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาล
ฯลฯ
วัตถุมุ่งมาดปรารถนาของการจัดเก็บภาษีอากร
1. เพื่อเป็นรายได้ของรัฐบาล ชนิดโต้งมาจากภาษีอากร
2. เพราะด้วยจัดสรรและกระจายรายได้ เพราะว่ายึดหลักการเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้มาก
ในอัตราที่สูงและ ยกเว้นรายได้ในกรณีไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี
3. เพราะด้วยเป็นการสั่งการบริโภค การผลิต ตลอดจนการนำเข้าพร้อมด้วยส่งออก
4. เพื่อให้นำไปคลี่คลายหนี้ของรัฐบาลกับปรับปรุงประเทศ
5. เกี่ยวกับรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยการปรับอัตราภาษีให้ถูกที่กับสภาพ
เศรษฐกิจ ใช้แก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อและสถานะเงินฝืด
หลักการจัดเก็บภาษีที่ดี
1. วิถีความยุติธรรม หมายถึง มนุษย์ทุกคนควรมีกิจธุระเสียภาษีจากรายได้
ของตนเอง
2. หลักข้อคดีตาย คะเนถึง การกำหนดวิธีการปฏิบัติให้แน่นอน ด้วยให้ทุกคน
กำหนดวางตนให้ เสมอเหมือนกัน เช่น อัตราการคำนวณภาษี กลยุทธ์ชำระภาษี ระยะเวลาในการสังคายนาย
ภาษี การจ่ายคืนภาษี ฯลฯ
3. หลักข้อคดีสบาย หมายถึง การระบุให้ผู้เสียภาษีได้รับเหตุกล้วยๆที่การ
ทรุดโทรมภาษี
4. หลักความประหยัด หมายถึง การคำนึงถึงค่าใช้กระจายในการจัดเก็บภาษีตราบ
เทียบกับกับรายได้
5. สดมภ์เรื่องลดหย่อน กะบรรลุ การสั่งงานภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ต่ำหรือรุ่งเรือง
จนเลยไป
พวกข้าวของภาษีอากร
1. การกระจายติดสอยห้อยตามประเภทของฐานภาษี แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1) การเก็บภาษีจากทรัพย์สิน ได้แก่ ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ภาษีสมบัติพัสถานสิน
2) การสงวนภาษีจากการขายหรือใช้สิ่งของ ได้แก่ ภาษีการค้า ภาษีศุลกากร ภาษี
สรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
3) การเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีรายได้ เป็นต้นว่า ภาษีเบี้ยได้รับมนุษย์ธรรมดาภาษีเงินได้นิติ
บุคคล
2. การกระจายติดสอยห้อยตามที่พึ่งการผลักภาระภาษี แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ทั้งนี้
1) ภาษีทางตรง เป็นภาษีที่ผู้เสียภาษีไม่สามารถผลักภาระภาษีให้ผู้อื่นได้ เช่น ภาษี
เงินได้ บุคคลธรรมดา ค่าธรรมเนียมเงินได้นิติคน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ฯลฯ
2) ภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่ผู้เสียภาษีอากรสามารถผลักภาระให้ผู้อื่นได้เช่น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ฯลฯถนนข้อสอบยิ่งนักความรู้การสรรพากรกรมสรรพากร

ทางข้อสอบสรรพากรกรมสรรพากร

ทางข้อสอบสรรพากรกรมสรรพากร
กกภาษีของภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีเงินได้มานิติบุคคล บวกลบคูณหารจากเงินทองได้ที่ใช้เป็นใบแสดงหลักฐานในการคิดเลขภาษีคูณด้วย
อัตราภาษีที่ชี้เฉพาะ ดังนั้น เงินได้ที่แตะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือว่าฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล
นั้น โดยทั่วไปได้แก่กำไรสุทธิที่บวกลบคูณหารตาม เงื่อนปมที่จด แต่สำหรับความเป็นหลักธรรมะและปิด
ช่องว่างในการจัดเก็บภาษีเงินได้ จึงได้มีแนวข้อสอบนักวิชาการสรรพากรกรมสรรพากร การบัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้ นิติบุคคล จากเงินได้
หรือฐานภาษี ที่ผิดแผกแตกต่างกัน ดังนี้
,, 
,,
(1) ประโยชน์สุทธิ
(2) ยอดรายได้ก่อนชักรายจับจ่ายใช้สอย
(3) อัฐได้ที่จำหน่ายจากหรือในประชาชาติไทย
(4) การแลกเปลี่ยนเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย
 ผู้มีกิจธุระเสียภาษีเงินได้เคลื่อนกำไรสุทธิ
(1) บริษัท หรือห้างหุ้นมุมมองนิติบุคคลที่มากขึ้นตามข้อบัญญัติไทย
ก. บริษัท แคบ
ข. บริษัทมหาชน จำกัด
ค. ห้างหุ้นเปลาะ จำกัด
ง. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
ในเนื้อความที่บริษัทห้างห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายประเทศไทยมีสาขาสำนักงานไม่ว่าจะปรากฏที่
หรือนอก ประเทศไทย จะจำเป็นต้องนำกำไรสุทธิของสาขามาจับกลุ่มผลกำไรสุทธิของสำนักงานใหญ่เพื่อ
เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลใน ประเทศไทย
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
บริษัทเหรอห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งรุ่งตามนิติของต่างเมือง และมีกิจธุระเสีย
ภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย เป็นต้นว่า
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำ
กิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ได้แก่
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศดังทูล
จะต้องนำกำไรสุทธิเนื้อๆ ที่ได้จากการกระทำกิจการในประเทศไทยมาเสียภาษีเงินได้นิติ
บุคคล
(ข) บริษัทไม่ก็ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างด้าวมีลูกจ้าง
หรือผู้ทำการตอบสนอง หรือไม่ก็ผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นอธิกรณ์ให้
ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าคนผู้จ้างเป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน
หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และ
ความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเปลืองภาษีเงินได้อย่างเดียวที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไร
ดังกล่าว
(3) กิจจานุกิจซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศองค์การ
ของรัฐบาลต่างแคว้น ไม่ก็นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างรัฐ
(4) กิจการร่วมค้า
รอบที่ว่างเวลาบัญชี
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากประโยชน์สุทธิ ต้องคำนวณกำไรสุทธิ จากรายได้ทิ้งธุรกิจการค้า หรือ
เนื่องจาก การงานที่กระทำในรอบระยะกาลบัญชี หักออกด้วยรายจ่ายตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน
มาตรา65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ซึ่งประมวลรัษฎากรได้กำหนดรอบวรรคเวลาบัญชีหนึ่งๆ ไว้
ดังนี้
(1) รอบระยะเวลาบัญชีเพราะทั่วไปตามบทบัญญัติมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
รอบท่อนเวลาบัญชี สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเท่ากับ 12 เดือน เพราะจะ
เริ่มต้นและสิ้นสุดลงเมื่อใดก็ได้
(2) รอบระยะเวลาบัญชีซึ่งน้อยกว่า 12 เดือน กรณีที่กฎปฏิบัติยอมให้รอบ
ระยะเวลาสมุดบัญชีน้อยกว่า 12 เดือน ได้ มีเนื้อๆกรณีดังต่อไปนี้ คือ
ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มจัดตั้งขึ้นถึงวันหนึ่งวันใดสด
รอบระยะ เวลาบัญชีแรกก็ได้ แต่รอบระยะเวลาบัญชีต่อไปต้องเท่ากับ 12 เดือน
ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจนูนคำร้องขอแปรผันวันสุดท้ายของรอบ
ระยะห่างเวลาบัญชีก็ได้ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสั่งอนุญาตซึ่งรอบระยะเวลา
บัญชีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนจะน้อยกว่า 12 เดือน
ค. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกันให้ถือเอาวันที่เจ้าพนักงานจดบัญชี
เลิกเป็น วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขี่เข้ากัน ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ
บุคคลนั้นเลิกกัน รอบระยะเวลาบัญชีที่ควบเข้ากันจึงเป็นไปตาม (ค) ซึ่งอาจน้อยกว่า 12 เดือน
ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการพร้อมกับยังชำระบัญชี ไม่เสร็จ หากมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น จะสัมผัส
พามาเสียภาษีเงินได้ นิติบุคคลก็เพราะว่าประมวลกฎเกณฑ์แพ่งและการขายถือว่าบริษัทอีกทั้งมี
สถานการณ์เป็นนิติบุคคลอยู่จนถึงเท่าที่ยังชำระบัญชีไม่สุดสิ้น
(3) รอบระยะเวลาสมุดบัญชีมากกว่า 12 เดือน รอบช่วงเวลาบัญชีอาจแพร่ออกไป
มากกว่า 12 เดือนก็ได้รับ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลเลิกกิจการ หากผู้ชำระบัญชี
และผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสีย ภาษีได้ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้องของรอบ
ระยะเวลาบัญชีจากนั้น ถ้าได้ยื่นคำร้องทุกข์ต่ออธิบดีภายใน 30 วันนับแต่ทิวา ที่เจ้าพนักงานรับจด
ทะเบียนเลิก อธิบดีกรมสรรพากรอาจพิจารณาอนุมัติให้ขยายรอบช่วงเวลาบัญชีออกไปได้
ซึ่งรอบระยะ เวลาบัญชีรอบนี้อาจเกิน 12 เดือนก็ได้)
 ประโยชน์สุทธิเพื่อที่จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้นิติ
มนุษย์จากกำไรสุทธิโดย คำนวณลูกจากรายได้ซึ่งได้จากกิจการหรือเกี่ยวพันจากกิจการที่บำเพ็ญใน
รอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายไล่ตามข้อกำหนด ที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ กับมาตรา 65 ตรี
การคำนวณเงินรายได้และรายจ่ายดังกล่าว ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ์ โดยให้นำรายได้ที่ปรากฏใน
รอบช่วงเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับปรับปรุงในรอบชุดเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็น
รายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นและ ให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้ให้
ในรอบสมัยบัญชีนั้น มารวมคำนวณยังมีชีวิตอยู่รายจ่ายของ รอบระยะ เวลาบัญชีนั้น
ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดี เพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ์ และ
ทางทางบัญชี เนื่องด้วยคำนวณราย ได้และรายจ่ายตามเกณฑ์อื่นก็ได้และพอได้รับอนุมัติจาก
อธิบดีแล้วให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดี ออกกฎเป็นต้นไป
เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ
การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติตาม
มาตรา 65 ทวิ ซึ่งมีราย ละเอียดดังนี้
(1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรีไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย(รายจ่ายต้องห้ามตาม
มาตรา 65 ตรี ดูรายละเอียดในลำดับถัดไป)
(2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145 ) ดังนี้
ข้อ 1 การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุน
ตามประเภทของทรัพย์สินดังต่อไปนี้
ประเภททรัพย์สิน ร้อยละ
อาคาร
- อาคารถาวร 5
- อาคารชั่วคราว 100
ต้นทุนเนื่องด้วยการได้มาซึ่งที่ทรัพยากรธรรมชาติที่
เงินตรา ทรัพย์สิน ไม่ก็หนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินเครื่องหมายต่างชาติที่เหลืออยู่ในวัน
ทีหลังของ รอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณหรือราคาเป็น เงินตราประเทศไทย ดังนี้
ก. กรณีบริษัทไม่ใช่หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก ข. ให้คำนวณค่าใช่ไหมราคาของสมบัติ
หรือ ทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่ง
ประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัว
เฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
ข. กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้คำนวณค่าหรือไม่ก็
สนนราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและ
อัตราขายของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มาคำนวณไว้
เงินตราทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือจ่าย
ไปในระหว่างรอบระยะ เวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดใน
วันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
เพื่ออำนวยความสะดวกแด่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรอบระยะเวลาบัญชี
ล่วงลับลงในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการกลุ่มใหญ่กรมสรรพากรจะออกป่าวร้อง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในกรณีดังกล่าวให้ ทราบทั่วกันส่วนผู้มีรอบระยะเวลา
บัญชีสิ้นสุดลงในวันอื่นกรมสรรพากรไม่อาจประกาศให้ทราบได้จึงเป็นหน้าที่ ของใช้
ผู้ประกอบการต้อง สอบถามจากธนาคารแห่งประเทศไทหรือสำนักงานสาขาส่วนเขตของ
ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยปรี่
(6) การตีราคาสินค้า
ราคาสินค้าคงเกินในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณตามราคาทุนหรือ
ราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะ อนุกว่า และให้ถือค่านี้เป็นราคาสินค้าคงมากเกินยกมาสำหรับ
รอบระยะสมัยบัญชีใหม่พร้อมทั้งด้วย
(7) การคำนวณราคาทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างด้าว
เจ้าเจ้าหน้าที่คิดคำนวณมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงเคียงกับราคาทุนของสินค้าอันดับและ
ชนิดเดียวกับที่ส่งเข้ามาไป ในด้าวอื่นได้
(8) การคำนวณราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างเมือง
ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็นเงินตราไทย ติดตามอัตรา
แลกแปรใน ท้องตลาดของวัน ที่ได้สินค้านั้นมา เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกคว้าใน
อัตราทางราชการก็ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราทาง ราชการนั้น
(9) การกำจัดหนี้สูญ
การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและ
เงื่อนไขที่หมายไว้ โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) แต่ถ้าได้รับใช้หนี้ในรอบ
ช่องว่างเวลาบัญชีใดให้ชี้บอกมาคำนวณ คือรายได้ ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หนี้สูญรายใดคว้า
นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้วหากได้รับชำระในภายหลังก็มิให้นำมา คำนวณเป็นรายได้อีก
หลักเกณฑ์ วิถีทาง และเงื่อนไขในการจำน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้แนวข้อสอบสรรพากรกรมสรรพากร 

แนวหัวข้อสอบบรรณารักษ์

ทางวิ่งเรื่องสอบบรรณารักษ์
การกดคอทางแคบบำรุงรักษา
การบังคับทางบริหารไม่ใช้กับเจ้าการทำงานและ เว้นแต่จะมีกฎหมายขีดเส้น
ไว้เป็นประการอื่น
เจ้ากิจ. งานผู้ทำข้อบังคับทางปกครองมีอำนาจที่จะสังเกตใช้มาตรการบังคับทาง
คุ้มครองด้วยให้เป็นไปตามคำสั่งของตัวได้ตามบทข้อกำหนดในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้
ทุเลาการบีบบังคับไว้เพรงโดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้นเอง ผู้มีศักดิพิจารณาคำอุทธรณ์ไม่ก็
ผู้มีแรงพิพากษาวินิจฉัยข้อคดีถูกจำเป็นต้องของคำสั่งทางดำเนินงานดังเอิ้นเจ้าอาชีพติดสอยหย่อนตาม
วรรคหนึ่งจะมอบอำนาจ คู่มือเตรียมสอบบรรณารักษ์กศน.ให้เจ้ากิจซึ่งอยู่ใต้ขืนใจบังคับหรือเจ้าหน้าที่อื่นมีชีวิต
ผู้จากการก็ได้ไล่ตามกฎเกณฑ์และวิธีการที่เขียนไว้ในกฎกระทรวงให้เจ้าข้อผูกมัดติดตาม
ท่อนหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทบ เท่าที่จำครอบครองเพราะให้บรรลุ
ตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทาง
ปก คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระ
โดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด
แต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการ
บังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงิน
ให้ครบถ้วนวิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตัวตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยผ่อนผัน ส่วนผู้มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดหรือขาย
ทอดตลาดให้เป็นไปติดสอยห้อยตามที่คะเนในเกณฑ์กระทรวง
 คำประกาศิตทางคุ้มครองแถวระบุให้จัดการหรือยกเลิกปฏิบัติการ ถ้าผู้อยู่ในบังคับของ
คำสั่งทางปกครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางอภิบาล
อย่างหนึ่งอย่างใด อึกทึกต่อไปนี้
,, 
,,
(1) เจ้ากิจธุระเข้าจากการด้วยตนเองหรือไม่มอบให้บุคคลอื่นวางตัวการ
ผลัดเปลี่ยนโดยผู้อยู่ในเคี่ยวเข็ญของคำสั่งทางปกครองจะจำต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินต่อเติมในอัตรา
ร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่า ใช้จ่ายดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่
(2) ให้มีการสังคายนายเงินค่าปรับทางปกครองตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุแต่จำเป็นไม่เกิน
สองหมื่นบาทต่อทิวากาล
เจ้าหน้าที่ระดับใดมีอำนาจกำหนดค่าปรับทางปกครองจำนวนเท่าใดเพราะว่าใน
กรณีใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงในคดีที่มีกรณีจำเป็นที่จะต้องคาดคั้น
การโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายที่มีเหตุทางอาญาหรือว่ามิให้
ชาตะความยุบยับต่อคุณประโยชน์สาธารณะ เจ้างานการอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
โดยไม่ต้องออกคำสั่งทางปกครองให้กระทำหรือว่าละเว้นกระทำก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้จำเป็นต้อง
กระทำโดยพอสมควรแก่เหตุและภายในขอบเขตอำนาจวาสนาพันธะของรูป
พักเวลาและอายุกรณี
 คัดลอกเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือปีนั้น มิให้นับวันทีแรกแห่งระยะเวลา
นั้นรวมเบ็ดเสร็จเข้าด้วย เว้นแต่จะได้เริ่มการในวันนั้นหรือมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดย
เจ้าหน้าที่ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีอาชีพต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่
กำหนด ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยแม้ว่าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการ
งานสำหรับเจ้าหน้าที่ ในเนื้อความที่บุคคลใดต้องทำการทำนองหนึ่งแผนกใดภายในช่วงเวลาที่
ชี้เฉพาะโดยกฎหมายหรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงาน
เพราะว่าเจ้าหน้าที่หรือวันหยุดตามประเพณีของบุคคลผู้รับคำสั่ง ให้ถือว่าระยะเวลานั้น
สุดสิ้นในวันทำการทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น ละลดแต่กฎหมายไม่ใช่หรือเจ้าหน้าที่ที่มีกฎจะ
กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
 ในกรณีที่ผู้ใดไม่อาจกระทำการฝ่ายหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนด
ไว้ในกฎหมายได้เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของผู้นั้น ถ้าผู้
นั้นมีคำขอเจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนหนึ่งท่อนใดที่ผ่านพ้นมาแล้วเปลือง
ใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ต้องยื่นคำขอภายในสิบห้าวันวัดผลเท่านั้นพฤติการณ์เช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง
การใส
 การแจ้งคำบังคับการช่องทางดำเนินงาน การนัดพิจารณา หรือไม่การอย่างอื่นที่เจ้าหน้าที่จำเป็นจะต้อง
รุ่งอรุณให้ผู้ที่เนื่องข้องตระหนักอาจกระทำด้วยวลีก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นจำนงจะให้ปฏิบัติตนเป็น
หนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือการแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือไม่ถ้าได้ส่งไป
ยังภูมิลำเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึงในการดำเนินการเรื่องใดที่
มีการให้ที่อยู่ไว้กับเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการแจ้งไปยัง
ภูมิลำเนาของผู้นั้นแล้ว
 การแจ้งเป็นบันทึกโดยวิธีให้บุคคลนำไปส่ง ถ้าผู้รับไม่ยอมรับรับหรือถ้าครั้นเมื่อ
เอาไปส่งไม่พบผู้ยอมรับ พร้อมทั้งหากได้ส่งให้กับบุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่ใช่ไหมทำงานใน
สถานที่นั้น หรือในกรณีที่ผู้นั้นไม่ยอมรับ หากได้วางหนังสือนั้นหรือปิดหนังสือนั้นไว้ในที่
ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่นั้นต่อหน้าเจ้าพนักงานตามที่กำหนดในคำสั่งกระทรวงที่จากหมายถึง
สักขีก็ให้สรุปว่าได้รับแจ้งแล้ว
 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับรู้ปางถ้วนจำกัดเจ็ด
วันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศหรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่ง
สำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อน
หรือหลังจากวันนั้น
 ในกรณีที่มีผู้รับเกินห้าสิบคนเจ้ากิจการงานจะแจ้งให้ประสีประสาตั้งแต่เริ่มดำเนินการใน
เรื่องนั้นว่าการแจ้งต่อคนเหล่านั้นจะกระทำโดยวิธีปิดโฆษิตไว้ ณ ที่ทำการของ
เจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนาก็ได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วง
พ้นระยะเวลาสิบห้าวันมายแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังอื้น
 ในคดีที่ไม่รู้ตัวผู้รับหรือรู้ตัวแต่ไม่รู้ภูมิลำเนาหรือรู้ตัวและภูมิลำเนาแต่มีผู้รับ
มากเกินหนึ่งร้อยคน การแจ้งเป็นหนังสือจะบำเพ็ญโดยการโฆษิตในหนังสือพิมพ์ซึ่ง
แพร่หลายในท้องถิ่นนั้นก็ได้ ในเรื่องนี้ให้ถือว่าได้รับรับแจ้งเมื่อล่วงพ้นพักเวลาสิบห้าวัน
นับว่าแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังอื้น
 ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งร่านการแจ้งคำสั่งทางคุ้มครองจะใช้วิธีส่งทาง
สิ่งโทรสารก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานการได้ส่งจากหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคมที่
เป็นสื่อในการส่งโทรสารนั้น และต้องจัดส่งคำตะโกนสั่งทางปกครองตัวจริงโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตาม
ขันธ์นี้ให้แก่ผู้รับในทันทีที่อาจกระทำได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งคำบัญชาทาง
ปกครองเป็นหนังสือไล่ตามวัน เวลา ที่ปรากฏในข้อรับรองของหน่วยงานผู้จัดบริการ
โทรคมนาคมดังกล่าว เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนใช่ไหม
หลังพลัดนั้น
คณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครอง
นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ โชคชะตาการพ้นจากอัตราปาง
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลหมดพก
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมอเหมือนไร้ความสามารถ
(5) ได้รับผลร้ายจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ
หรือความผิดอันได้กระทำโดยหมิ่น
(6) มีข้อความต้องพ้นจากสถานภาพก่อนครบวาระตามข้อบัญญัติว่าด้วยการนั้น
หมายเหตุ:
- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติอย่างนี้ คือ โดยที่การจากงานเส้นทาง
ปกครองในปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่เหมาะสม จึงสมควรกำหนด
หลักปฏิบัติและขั้นตอนต่างๆ สำหรับการดำเนินงานทางปกครองขึ้นเพื่อให้การ
เคลื่อนงานเป็นไปโดยชอบต้องตามกฎหมาย มีประสิทธิภาพในการใช้คาดคั้นข้อบัญญัติให้
สามารถรักษาประโยชน์สาธารณะได้ และอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน อีกทั้งยัง
เป็นการดูแลการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้
ย่อสาระสำคัญ พระราชบัญญัติความรับผิดทางล่วงล้ำของ
เจ้าธุระ พ.ศ. 2539
ทรงยศ ลังการ์พินธุ์
1.เหตุในการป่าวใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ถือเอาว่า การที่
เจ้าหน้าที่ ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้ครอบครองไปเพื่อผลดีอัน
เป็นการเฉพาะตัวไม่การปล่อยวางให้ความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าอาชีพ ในกรณีที่
ดำเนินตนงานในธุระและอุบัติความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลัก กฎหมายเอกชน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่ลงตัวก่อให้เกิด ข้อความเข้าใจผิด
ว่า เจ้าพันธะจะจำเป็นต้องยอมรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการแต่ตัวเสมอไป ครั้นเมื่อการที่ทำ
ไปทำให้หน่วยงานของมลรัฐต้องรับผิดต่อปุถุชนภายนอกเพียงใดก็จะมี การฟ้องร้องไล่เบี้ยเอา
จากเจ้าหน้าที่เต็มจำนวนนั้น ทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจหรือความพลาด
แทบเล็ก น้อยในการวางตนหน้าที่ นอกจากนั้น ยังมีการนำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมในระบบ
ข้อบัญญัติแพ่งมาใช้ขู่ ให้เจ้าหน้าที่จงร่วมรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้อื่น
ด้วย ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อ แต่ละ
คน กรณีเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าภารกิจและยังเป็นการบั่นทอน ศักดิ์
ขวัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะ
เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจดำเนิน งานเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดแก่
ตน อนึ่ง การให้คุณให้โทษแก่เจ้ากิจ. งานเพราะว่ากำกับการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ยังมีแบบ การ
ในการว่าการงานบุคคลและการจากการทางหลักเกณฑ์สั่งงานดูแลอีกส่วนหนึ่ง อันหมายถึง
แบบอย่างประกันมิให้เจ้าหน้าที่ทำการใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงสมควร
เขียนไว้ให้เจ้าอาชีพต้องรับผิดทางละเมิดในการทำในหน้าที่เท่านั้นปางเป็นการจง
ใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อดุจ
คอขาดบาดตายเท่านั้น และให้แยกความรับผิดของแต่ละคนมิให้นำแนวนโยบายลูกหนี้ร่วมมาใช้
เคี่ยวเข็ญ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเติมพูนศักยภาพในการกระทำงานของ
รัฐ
2.อรรถบทสำ คัญของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ
เจ้าอาชีพ พ.ศ. 2539
พระราชบัญญัติคดีรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เป็นพระราชบัญญัติ
ที่ขีดคั่นให้หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าภารกิจ ของ
ตนจัดหามาวางตนในการทำหน้าที่ ซึ่งผู้ป่นปี้เป็นได้ฟ้องหน่วยงานของรัฐซึ่ง
เจ้าหน้าที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับอยู่ได้โดยตรง ไม่สามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ได้ (มาตรา 5 วรรคหนึ่ง)
ถ้าการละเมิดก่อเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ผู้สิ้นวายศักย
ฟ้องร้องกระทรวงการคลังให้เป็นที่ทำการของรัฐที่ต้องรับผิดได้ (มาตรา 5 วรรคสอง)
ถ้าการดำเนินตนละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่
เจ้ากิจ. งานจงรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหดหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่คนตรงนั้น
โดยตรง (มาตรา 6)
ในเหตุที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมการตอบแทนคุณแก่ผู้บรรลัย
เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีอำนาจอื้นให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำล่วงล้ำ
ทดแทนค่าสินไหมแทนคุณดังกล่าวแก่ตัวหน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้ประพฤติตัวการนั้นจร
เพราะว่าเหตุหมายใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (มาตรา 8 วรรคแรก) สิทธิเรียกให้
ชดใช้ค่าสินไหมทดทำแทนจะมีมากน้อยแทบใดให้คำนึงถึงระดับความ โหดเหี้ยมแรงในการ
กระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ (มาตรา 8 วรรคสอง) สมมติว่าการขัดขืน
กำเนิดจากความผิดไม่ใช่หรือความบกพร่องขององค์กรของรัฐหรือกบิลการจากงาน
ประเภทรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย (มาตรา 8 วรรคสาม) ในกรณีที่
การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนที่จับข้องไม่ต้องผสานกันชดเชย
ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่เสียแต่ว่าละคนต้องรับผิดใช้มูลค่าสินไหม
ตอบแทนเจาะจงส่วนของตนเท่านั้น (มาตรา 8 วรรคท้าย)
ถ้า หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมตอบสนองสุกงอมผู้เสียสูญ
สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมตอบแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความ หนึ่งปี
นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น แก่ผู้วอดวาย
(มาตรา 9)
ใน กรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะครอบครอง
หน่วย งานของรัฐที่ผู้ตรงนั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติการทำงาน การ
เรียกหาร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้ากิจ. งานนั้นจะเรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น
ปฏิบัติโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนจะมีได้เพียงใดให้คำนึงถึงลำดับชั้นความเลวร้าย แรงแห่งการกระทำพร้อมด้วยความเป็นธรรม
ในแต่ละเหตุเป็นเกณฑ์ ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดเหรอความบกพร่องขององค์กร
ของรัฐไม่ก็ระบบการ ดำเนินงานส่วนรวม ให้ลบส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกเกี่ยวกับ
ในกรณีที่การขัดขืนเกิดจากเจ้าหน้าที่นานาคนนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ต้อง
ร่วมมือกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความบรรลัยที่เกิดขึ้น โดยเจ้ากิจ. งานแต่ละคนต้องรับผิด
ใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยเจาะจงส่วนของตนเท่านั้น(มาตรา 10 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 8)
แต่ถ้ามิใช่การปฏิบัติตนในการปฏิบัติหน้าที่ให้บัญชาตามบทบัญญัติสถานที่ประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 10 วรรคแรก) สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมรวมแทนจากเจ้าหน้าที่
ชไมพวกดังกล่าวให้มี สรุปอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการ
ละเมิดและรู้ตัวเจ้า หน้าที่ผู้จะพึงจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐ
เห็นว่าเจ้าภาระหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่ทว่ากระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องสารภาพ
ให้สิทธิทวงหนี้ค่าสินไหมทดแทนนั้นมีคัดลอกอายุคดีหนึ่งปีนับแต่วันที่ที่ทำงานของใช้
รัฐมีคำสั่งตามคดีเห็นของกระทรวงการคลัง (มาตรา 10 วรรคสอง)
ใน กรณีที่ผู้ส่ำเสียเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5
ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อที่ประกอบการของรัฐให้คำนึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย
เนื้อความเสื่อมเสียที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้ครอบครอง
ข้อยืนยันและตริตรองคำขอ นั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดจากนั้น
หากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มีสิทธิฟ้อง คดีต่อ
ศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันวัดผลแต่วันที่แท่งได้รับแจ้งผลลัพธ์การวินิจฉัย (มาตรา 11
วรรคแรก ประกอบ มาตรา 14)
3.ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ย่านแนวข้อสอบบรรณารักษ์