ปื้นหัวข้อข้อสอบงานไฟฟ้าอย่างเขต

เขตข้อความสอบการไฟฟ้าประเภทภูมิภาค
กระวัติการไฟฟ้าส่วนเขต
เริ่มต้นแรกมีไฟฟ้าชดใช้ณประเทศไทย 2427 – 2502
ประเทศไทยมีไฟฟ้าชำระคืนเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2427 แห่งรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ผู้จ่ายผลิตกิจการไฟฟ้าในประเทศไทย คือ จอมพลเจ้าพระยา สุรศักดิ์มนตรี(เจิม แสงชู
โต) จนกระทั่งครั้งมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าหมื่นไวย แนวข้อสอบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วรนาถ โดยท่านได้จัดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เดิน
สายไฟฟ้า และติด ดวงโคมไฟฟ้า ที่กรมทหารหน้า ซึ่งเป็นที่ตั้งกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน ใน
วันที่เปิดเผยทดลองใช้แสงสว่าง ด้วยไฟฟ้าครอบครองครั้งแรกนั้น บังเกิดว่าบรรดาขุนนาง ข้าราชการ กับ
ประชาชน มาดูแสงไฟฟ้าอย่าง ขัดขนัดเพราะว่าความตื่นนอนตาตื่นใจ เมื่อเรื่องทรงทราบฝ่าละอองธุลี
พระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ติดตั้งไฟฟ้า แสงแวววาวขึ้น
แห่งวังหลวงทันที พลัดพรากนั้นมา ไฟฟ้าก็เริ่มกระจายหลายไปตามวังเจ้านาย
กิจการไฟฟ้าในประเทศไทย เริ่มก็ตัวเป็นรูป เป็นร่างขึ้นเมื่อ บริษัทขนมจากประเทศเดนมาร์ก
ได้ขอสัมปทานผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ เดิน รถรางจากบางคอแหลม จวบจวนพระบรมมหาราชวัง เป็น
ครั้งแรก กับได้ขยายการผลิตไฟฟ้าเพื่อแสงสว่าง โดยติดตั้งระบบผลิตที่แน่นแฟ้น อยู่ยืดขึ้นที่วัดเลียบ
(ที่ตั้งการไฟฟ้านครหลวงในปัจจุบัน) ต่อมาในปี 2457 โปรดเกล้าให้ตั้งโรงไฟฟ้า รุ่งโรจน์อีก 1 โรง
เรียกว่าการไฟฟ้าหลวง สามเสน ซึ่งบัดกรีมา มีฐานะเป็นพวกหนึ่งของกรมโยธาเทศบาล
กระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งในที่สุด ได้รวมเบ็ดเสร็จเข้ากับกิจการไฟฟ้ากรุงเทพฯ(วัดเลียบ) จนกลายมาเป็น
การไฟฟ้านครหลวงในล่าสุด ซึ่งรับผิดชอบปรนนิบัติรับใช้ แถบกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และ
นนทบุรี รวม 3 จังหวัด
สำหรับกิจการไฟฟ้าณส่วนภูมิภาค เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อทาง ราชการได้ตั้งแผนก
ไฟฟ้าขึ้น ภายในกองบุราภิบาล กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และได้ก่อสร้างไฟฟ้าเทศบาล
เมืองนครปฐมขึ้น เพื่อจำหน่ายไฟฟ้า ให้แก่ประชาชน ยังมีชีวิตอยู่แห่งแรก เมื่อปี 2473 จากนั้น มาไฟฟ้า
จึงได้โด่งดัง ไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ มหุรดีเดียวกัน ก็มีเอกชน ขอสัมปทาน จัดตั้งการไฟฟ้าขึ้น
มากหลายแห่ง ต่อมาในปี 2477 มีการปรับปรุงแผนกไฟฟ้า เป็นกองไฟฟ้า สังกัดกรมโยธาเทศบาล
กระทรวงมหาดไทย และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น กองไฟฟ้าภูมิภาค
หลังจากก่อสร้างไฟฟ้าที่เทศบาลจังหวัดนครปฐมเป็นแห่งแรกแล้ว ก็มี การทยอยถกล
ไฟฟ้า ให้ชุมชนขนาดใหญ่ เกรดจังหวัด และอำเภอ ต่าง ๆ ทวีคูณเรื่อย ๆ แต่ในช่วงสงครามโลก
ครั้งที่ 2 กิจการไฟฟ้า ขาดแคลนอะไหล่ และน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบผลิตชำรุดทรุดโทรม จนถึง ปี
2490 สถานะทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ประเทศไทยเริ่มพัฒนาท้องถิ่น ให้เจริญขึ้น ด้วยเหตุนั้นภารกิจของ
ไฟฟ้าภูมิภาค จึงหนักหน่วงขึ้น รัฐบาล เริ่มเห็นความจำเป็น ในการเร่งขยายการก่อสร้างกิจการ
ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใหม่ และดำเนินกิจการไฟฟ้า ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นจึงได้จัดตั้ง องค์การไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาค เมื่อปี 2497 เพื่อรับผิดชอบดำเนินกิจการ ไฟฟ้าในส่วนภูมิภาค
องค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รองรับการก่อตั้งขึ้นเป็นองค์การเอกเทศ ตามพระราชกฤษฎีกา
ซึ่งให้ไว้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2497 และข่าวสารในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16
มีนาคม พุทธศักราช 2497 มีการ แต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้น เป็นผู้ควบคุมการบริหาร อยู่ภายใต้
การควบคุมของ กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทย กับรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย มีศักดิกำกับโดยทั่วถึง องค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีทุนประเดิมยินยอม
กฎหมาย จำนวน 5 ล้านบาท มีการไฟฟ้าอยู่ในความดูแล จำนวน 117 แห่ง เริ่มกิจการใหม่
คณะกรรมการองค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กำหนดโครงการและแผนงาน ดังนี้
1. ให้ตั้งสำนักงานชั่วคราวที่ตึกกรมโยธาธิการเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
2. ให้ก่อสร้างการไฟฟ้าทุกอำเภอที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งขณะนั้นมีอยู่ 227 อำเภอ ในระยะแรก
สละให้ก่อสร้าง เฉพาะเจาะจงอำเภอ ที่ดำเนินการแล้วไม่ขาดทุน 87 แห่ง ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และจ่าย
ดำเนินการเป็นรูปบริษัท เรียกว่า บริษัทไฟฟ้าอำเภอแต่ละอำเภอ องค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถือ
หุ้นร้อยละ 51 อีกร้อยละ 49 ขายให้เอกชน กำหนดมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ชำระครั้งแรกหุ้นละ 25บาท
3. ให้ซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์ติดตั้ง สนับสนุนการไฟฟ้าของเอกชน ที่ไม่มีลำบากนทรัพย์
จะขยายกิจการได้ โดยให้คิดเป็นราคาหุ้นที่ร่วมลงทุน
,, 
,,
4. ให้ซื้อเครื่องการเกิดไฟฟ้า และอุปกรณ์เพื่อติดตั้ง และบูรณะการไฟฟ้าของเทศบาล ที่ไม่
มีงบประมาณผ่อนชำระ และให้คิดค่า ส่วนแบ่งเป็นรายหน่วยที่ผลิตได้ ในระหว่างที่ยังชำระไม่หมด
5. ให้รับซื้อกิจการไฟฟ้าของเอกชน ที่มิอาจดำเนินการได้มาเดินทางการต่อไป เป็นรูป
บริษัท เพื่อกลั้นความ เดือดเนื้อร้อนใจของประชาชน ถ้าทั้งเป็นการไฟฟ้าจังหวัด ให้เพรียกหาว่า บริษัทไฟฟ้า
จังหวัด
6. พนักงานที่ดำเนินการในองค์การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สมมติไม่จำเป็น ให้ยืมตัวจาก กรม
โยธาธิเทศบาลก่อน โดยจ่ายเงินพิเศษให้ ซึ่งทดทั้งตัวผู้อำนวยการด้วย
 วิสัยทัศน์
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นองค์กรชั้นเลิศในระดับสากล ในธุรกิจพลังงาน ธุรกิจบริการ
และ ธุรกิจที่เกี่ยวสัมพันธ์
 ภารกิจ
เฟ้นหาและให้บริการพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่คล้องเนื่อง ทั้งในประเทศ และ ประเทศ
ข้างเคียงได้ตาม มาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความงกของลูกค้าให้เกิดความพึงหนำใจ ทั้ง
ในด้านคุณภาพของสินค้า และบริการ โดยการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง มีการดูแลงานจัดการเชิง
ธุรกิจที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสภาพตลาด รวมทั้งพร้อมสำหรับการแข่งขันทาง
ธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม
 กรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ กฟภ.
การเป็นองค์กรที่สืบเสาะโอกาสการลงทุนพร้อมด้วยสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวพันเนื่องกับ
ธุรกิจหลัก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างรายได้ในภาพรวม
และเป็นการใช้ ทรัพยากรได้อย่างมีอำนาจ เน้นการสร้างประโยชน์จากการ Synergy ธุรกิจ
ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องเข้า ด้วยกัน เพื่อสร้างงวดในเชิงธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ให้แก่ กฟภ. ในภาพรวมได้อย่างดี ยิ่งขึ้น และวางบทบาทเชิงรุกของ กฟภ. ให้มีส่วนร่วมในการ
กำหนดทิศทางและพัฒนากิจการพลังงานของ ประเทศอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถรองรับ
ความท้าทายใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมถึงบำเพ็ญ ให้ กฟภ. สามารถวางแผนการจาก
ธุรกิจที่สอดคล้องและได้เปรียบจากความผันแปรดังกล่าวเพื่อ
 ค่านิยมร่วม (Core Value) ของ กฟภ.
เริ่มสร้างสรรค์ เข้ายุคข่าวสาร บริการดีเลิศ ชูเชิดสามัคคี เปิดเผย มีคุณธรรม
 เส้นนโยบายผู้ถือหุ้นภาครัฐ (Statement of Directions : SOD)
มุ่งพัฒนาระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของดินแดน และ
แสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อทรัพย์สิน กฟภ.
1) พัฒนาและขยายระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีคุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการสำหรับ
เพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2) บริหารต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
3) เสริมสร้างความเข้าใจและภาพลักษณ์ที่ดีในการดำเนินงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
รวมทั้ง ดูแลคุณภาพ ความปลอดภัยของชุมชน และมลภาวะอันอาจเกิดจากการประกอบการ
4) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร และใช้ทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้
องค์กรมี ผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รองรับต่อการแข่งขันในอนาคต
รวมทั้งการเป็นที่อยู่ รายได้ของภาครัฐอย่างยั่งยืน
5) สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากร และการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
6) มีมาตรการยกระดับความพึงต้องใจของผู้ใช้บริการ
นโยบาย (Policy) ของ กฟภ.
1) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่ามากขึ้นขององค์กรให้มีระดับทางการเงินที่มั่นคงและมีการ
เจริญเติบโต อย่างถาวร โดยเพิ่มขึ้นกระบวนการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพิ่มการใช้ประโยชน์
จากสินทรัพย์ที่มี อยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เสาะหาโอกาสในการลงทุนและพัฒนาธุรกิจทั้งใน
ประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและการขยายการให้ทุนของ
บริษัทในเครือ และบริหารความ เสี่ยงอย่างเหมาะสม
2) มุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric Organization) โดย
เน้นการสร้างและจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะด้วยตอบสนองความโลภและสร้างความควรจะ
พอใจ ให้กับลูกค้า รวมถึงการเสริมสมรรถนะในการส่งยกให้บริการผ่านการสร้างสรรค์ นวัตกรรม
และ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างสมกัน
3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่ม
ความสามารถในการประกวดของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
(Smart Grid) ที่มีศักยภาพ เหตุด้วยให้บริการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอและมีพลังในเชิง
ต้นทุน ตลอดจนมีความมั่นคงและเชื่อถือได้ตามมาตรฐานสากล
4) ส่งเสริมการคืบหน้าพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการใช้พลังงานอย่างมี
ประสิทธิภาพ เพื่อสนองตอบต่อวิกฤตภาวะโลกร้อน และเป็นกลไกของรัฐในการขับเคลื่อนและ
รองรับ การปรับแบบเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ใน
อนาคต
5) ประสงค์ไปสู่การเป็นองค์กรเสมือนมีชีวิต (Live Organization) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์
และทุนทางปัญญา ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการจัดการความรู้ภายในองค์กร
เน้นหลักการวิวัฒน์คุณภาพชีวิตของบุคลากรควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพให้พร้อมรับการ
เปลี่ยนแปลงอย่างแยบยล เพื่อนำไปสู่สร้างศักยภาพในการบริหารที่ตอบแทนต่อ
เป้าหมาย ขององค์กร
6) นำลัทธิบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและหลักธรรมภิบาลมาใช้เป็นแกนแนวในการ
ขับเคลื่อนสมาพันธ์ ควบคู่ไปกับการหยิบยกความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เหตุด้วยนำไปสู่การ
เติบโตอย่างเสมอและจีรังยั่งยืน
 แนวคิดและสาเหตุ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีเจตจำนงและให้ความสำคัญกับการบริหารและปฏิบัติงาน
ภายข้างใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีคุณงามความดี โปร่งแสงและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้สามารถสร้าง
มูลค่าทวีคูณให้ผลิตขึ้น อีกทั้งถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้บรรลุ
วิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชั้นยอดในสถานภาพสากล ในธุรกิจพลังงานธุรกิจบริการ และธุรกิจที่
เกี่ยวเนื่อง โดยมีกลยุทธ์สูงสุดของการกำกับดูแลกิจการที่ดีคือ การสร้างผลประโยชน์และเหตุ
เลื่อมใสให้แก่ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายตั้งแต่เจ้าของกิจการ (รัฐบาล)
คณะกรรมการ ผู้ปกครอง และผู้ปฏิบัติงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมทั้งลูกค้า (ประชาชน) จึงได้
กำหนดนโยบายและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะด้วย
คณะกรรมาธิการ ผู้บริหารและพนักงาน
แนวข้อสอบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

กรมส่งเสริมการเกษตร 58 รูปแบบการเกื้อหนุนการทุ่ง

กรมส่งเสริมการเกษตร 58
ครรลองการเพิ่มพูนการเกษตร
องค์กรอาหารการกินและเกษตรแห่งยูเอ็น (FAO) ได้ประมวลรูปแบบของการ
เกื้อหนุนการเกษตรที่ดำเนินการอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก แบ่งเป็น 8 รูปแบบดังนี้
(Axinn, 1988 อ้างโดย ปัญจพล, 2535: 38-42)
1.การหนุนการเกษตรแบบทั่วๆ ไป การส่งเสริมแบบนี้ ระบุว่าเทคโนโลยีและประกาศที่จำเป็น
ด้วยการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์มีอยู่พร้อมมูลแล้ว เหตุฉะนี้หากนำข้อมูลและเทคโนโลยีที่
จำเป็นนี้ ไปให้เกษตรกรได้เรียนรู้ จะมีผลทำให้เกษตรกรสามารถปฏิรูปการทำการเกษตร
ของตนได้ จุดมุ่งหมายของการทำการเกษตรรูปแบบนี้ คือ ต้องการให้เกษตรกรสามารถ
เติมต่อผลผลิตการเกษตรได้มากขึ้น การออกอุบายการผลักดันโดยทั่วไปจำกัดโดยรัฐ ลำดับ
ความสำคัญของแผนการส่งเสริมการเกษตรคงมีการเปลี่ยนแปลงให้พอควรกับ
สภาพการณ์และเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ในเบื้องต้นการตระเตรียมการส่งเสริมเป็นได้จะทำ
ทั่วถึงทั้งประเทศ แต่เมื่อนำไปปฏิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ สมารถซ่อมแก้ไขให้เข้ากับ
ลักษณะของที่ดินนั้นๆ ได้ ลักษณะเด่นของการส่งเสริมการเกษตรในครรลองนี้ก็คือ มี
พนักงานระดับสนามจำนวนมาก ทำให้สมภพความหมดเปลืองด้วยว่าขาดไม่ได้ต้องใช้ทรัพยากร
ต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพราะบ่อยจะได้รับการลุ้นด้านทรัพยากรต่างๆ จากรัฐ มีศูนย์
เล็กน้อยอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทำหน้าที่ควบคุมการดำเนินงาน ความสำเร็จของการส่งเสริม
แบบนี้ วัดโดยศึกษาระดับการวางใจ คำแนะนำส่งเสริมและการเพิ่มของผลผลิตทางการเกษตร
2.การส่งเสริมการเกษตรเฉพาะอย่าง หลักการของการส่งเสริมแบบนี้ คือการที่จะ
เพิ่มขีดความสามารถการผลิตและผลผลิตของพืชหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น จำเป็นต้องรวม
เอาสิ่งที่ยุ่งเกี่ยวต่อไปนี้เข้าด้วยกัน เช่น วัตถุปัจจัยการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร 58 การตลาด การวิจัย การควบคุม
ราคา ทั้งปวงจนการส่งเสริม ให้อยู่ภายใต้การบริหารของหน่วยงานเพียงหน่วยเดียวเท่านั้น
การวางแผนการเปิดโอกาสการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมอยู่ภายใต้การสั่งงานของ
,, 
,,
หน่วยงานที่มีส่วนกับพืชหรือสัตว์ชนิดนั้น ๆ ที่ทำการจะเป็นผู้จัดหาทรัพยากรที่ต้อง
ในการกระทำงาน เช่นเดียวกับการส่งเสริมการเกษตรแบบทั่วไป ตัวชี้วัดความสำเร็จของการ
ส่งเสริมแบบนี้ คือผลผลิตรวมของพืชหรือสัตว์ที่ได้รับการส่งเสริม
3.การส่งเสริมการเกษตรระบบการฝึกพร่ำสอนและเยี่ยมเยียน เกิดขึ้นมาจากอุปสรรคที่
หลายส่งเสริมการเกษตรหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ไม่ได้รับการฝึกอบรมที่ดี ด้วนการให้
คำแนะนำปรึกษาและช่วยจากหน่วยเหนืออย่างมีศักยภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่
สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ออกไปพบพานกับเกษตรกร ปัญหาที่สำคัญอีกชนิด
หนึ่งก็คือ งานส่งเสริมการเกษตรขาดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพกับฝ่ายวิจัยและ
ฝ่ายฝึกอบรม ทำให้เสมียนขาดข้อมูลที่จำเป็นในการส่งเสริมแนะนำเกษตรกร ดังนั้น
การส่งเสริมลักษณะนี้จึงพยายามที่จะแก้ปมปัญหาดังกล่าว โดยการคิดอุบายการเสริม
การเกษตรไปงานร่วมกันโดยฝ่ายเพิ่มพูนและฝ่ายวิจัย จะมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเป็นจำนวน
มาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง การดำเนินงานมีแผนการเยี่ยมเกษตรกรที่แน่นอน เจ้าธุระ
ระดับสนามจะได้รับการฝึกอบรมทุกๆ สองสัปดาห์ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นในการแก้ไขปริศนา
ของเกษตรกร การวัดความสำเร็จของการส่งเสริมวัดจาก การมากขึ้นผลผลิตของพืชหรือสัตว์ที่
ได้รับการส่งเสริม ต้นแบบการส่งเสริมแบบนี้ประเทศไทยได้มานำมาใช้เมื่อคาดคะเน 20 ปี
มาแล้ว และมีการปรับปรุงให้เข้าทีกับสถานการณ์เป็นระยะๆ
4.การเอื้ออำนวยการเกษตรโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ รูปแบบนี้ยอมรับว่า
เกษตรกรมีความรู้ด้านการไร่เป็นอย่างดี เนื่องจากทำการเกษตรมาเป็นเวลานาน ดังนั้น
ระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ถ้าเกษตรกรจัดหามาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
มากขึ้น การมีส่วนเข้าร่วมของใช้เกษตรกรในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนมีส่วนร่วมใน
การวางแผนที่ส่งเสริม มีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การคิดอุบาย
การส่งเสริมต้องอยู่บนรากฐานของความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง การเข้าถึง
เกษตรกรใช้ขั้นตอนเข้าถึงกลุ่มเกษตรกร ไม่นิยมใช้การเข้าถึงเกษตรกรรายบุคคล
วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมรูปแบบนี้ก็คือ การเติมให้ผลผลิตและการบริโภค ตลอดจน
ปรับปรุงคุณค่าชีวิตด้านต่างๆ ของประชาชนในชนบท องค์การส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้
บังคับบัญชาการส่งเสริม เจ้าพันธะส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรในการวาง
แผนการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้เจ้าหน้าที่เป็นคนภายในท้องถิ่น ทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
รูปแบบอื่น วิธีการส่งเสริมที่การกำหนดใช้ คือ การแสดงให้เห็น การศึกษาดูงานแบบกลุ่ม การใช้
เทคโนโลยีคลุกกันระหว่างคนภายในกลุ่ม เป็นต้น ความเสร็จสิ้นของการส่งเสริมแบบนี้ วัด
จากจำนวนเกษตรกรที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ ล้วนจนความคงทนขององค์กร
เกษตรกรที่จัดตั้งขึ้น
5.การส่งเสริมการเกษตรแบบแผน เกี่ยวจากการส่งเสริมการเกษตรรูป
แบบเดิมๆให้ผลไม่เป็นที่น่าถูกใจ ในอุบายของการเติมให้ผลผลิตและการยกดีกรีความหมายถึงอยู่
ของเกษตรกร จึงมีเค้าโครงความคิดว่าการสร้างสรรค์โครงการเฉพาะขึ้นมา เพื่อแก้ปมปัญหาในพื้นที่ใดพื้นที่
หนึ่ง โดยการหาทรัพยากรที่จำเป็นจากแหล่งภายนอกจะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยมากรัฐจะ
เป็นผู้ควบคุมการวางแผนการเดินทางงาน โดยได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจาก
ต่างประเทศ ดังนั้นลักษณะของการส่งเสริมการเกษตรแบบโครงการนี้ เจ้าการทำงาน
ผู้ดำเนินงานจะได้รับอัตราเบี้ยเลี้ยงที่สูงกว่าทั่วๆ ไปที่เคยได้รับ มียานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์
ตลอดจนตึกสถานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มานความสำเร็จของโครงการ คือ ศึกษาความ
ผันที่มีขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ในที่พื้นที่ภายใต้โครงการ
6.การส่งเสริมการเกษตรแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่าย หลักการของการ
ส่งเสริมยังงี้ก็คือ ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการ
ดำเนินงานบ้าง งานส่งเสริมทำให้ตรงกับความใคร่ได้ของเกษตรกรในพื้นที่นั้นๆ
จุดประสงค์ของการส่งเสริมแบบนี้ โลภให้เกษตรกรมีการเรียนรู้และนำวิชาความรู้ที่ได้รับไป
ปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงการทำการเกษตรให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น การวางแผนการส่งเสริม
เกิดขึ้นจากความร่วมมือประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นที่มีส่วนเข้าร่วมในการ
ออกค่าใช้จ่าย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมส่วนใหญ่เป็นบุคคลในท้องถิ่น จึงไม่ค่อยจะมีการโอนย้ายไป
ทำงานที่อื่น ความสำเร็จของงานกระตุ้นวัดโดยการศึกษาระดับความร่วมมือในการออก
ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรมีมากน้อยเพียงใด
7.การส่งเสริมการเกษตรโดยสถาบันการศึกษา การส่งเสริมรูปร่างนี้ไปการ
โดย สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย ต่างๆ ที่มีการสอนหน้าการเกษตร
เป้าหมายคือต้องการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่ ให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ
แผนการส่งเสริมก็ใช้วิธีการให้การศึกษาแบบนอกระบบโรงเรียน นับว่าเป็นการใช้ทรัพยากร
ด้านการศึกษาในท้องถิ่น ให้เกิดผลกำไรและมีประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธิ์ของการส่งเสริม
ก็คือ จำนวนเกษตรกรที่เข้ารวมในโครงการหลายชนิด
8.การส่งเสริมการเกษตรโดยการวิจัยระบบการทำฟาร์ม เกี่ยวพันไปหลายวิชาการ
รู้ประจักษ์ชัดว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่บางอย่างไม่เหมาะสมกับเกษตรรายย่อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมี
การพัฒนาเทคโนโลยีที่พอเหมาะพอควรกับระบบฟาร์มของเกษตรกรรายย่อย การทำงาน
ส่งเสริมการเกษตร มีควบคู่ไปกับกรรมวิธีและขั้นตอนต่าง ๆ ของการการศึกษาค้นคว้าระบบการทำ
ฟาร์ม ที่แตกต่างกันไปในแต่ละอาณาจักรขึ้นอยู่กับสภาพทางการเกษตรนิเวศของพื้นที่
เจ้าหน้าที่สภาพสนามจะมีความชำนาญเฉพาะอย่างสูง มีการดำเนินงานคลุกคลีกันอย่างเข้าใกล้
ระหว่างงานวิจัยทางการเกษตรกับงานส่งเสริมการเกษตร การนับความได้ผลสำเร็จ ทำได้โดย
ศึกษาการยอมรับปฏิบัติของเกษตรกร โดยนึกคิดว่าเกษตรกรหาได้นำเอาเทคโนโลยีที่
วิวัฒน์ขึ้นมา โดยกระบวนการวิจัยหมู่การทำฟาร์มไปปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน
กรอบนโยบาย Smart Farmer และ Smart Officer
โดยกำหนดนโยบายเฉพาะที่สำคัญคือ การพัฒนา “เกษตรกรไทยเป็น Smart
Farmer โดยมี Smart Officer เป็นเพื่อนคู่คิด” ซึ่ง “Smart Farmer” คือเกษตรกรที่มี
วิชาความรู้ในเรื่องราวที่ทำคงไว้ มีข้อมูลประกอบการชี้ขาดใจ มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและ
ความปลอดภัยของผู้บริโภค มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม/สังคม มีความภูมิใจในความ
เป็นเกษตรกร และ “Smart Officer” เป็นบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความ
รักเกษตรกรเหมือนญาติ มีความรอบรู้ทางวิชาการและนโยบาย ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือ
เกษตรกร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร มุ่งนำเกษตรกรสู่ Green
Economy และ Zero waste agriculture มีความภาคภูมิใจในองค์กรและความเป็นข้าราชการ
โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ดังนี้
1) ตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อมูลทั้งแหล่งผลิต ฤดูกาลที่
ผลผลิตออก ปริมาณผลผลิต สภาพภูมิอากาศ ราคาสินค้า การตลาดทั้งในและนอกประเทศ
ปัจจัยการผลิต การเตือนภัย โดยต่อกับศูนย์ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
(สศก.) ให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สป.กษ. ตั้งเป็น War Room เชื่อม
ข้อมูลลงทุกจังหวัด เพื่อให้ข้าราชการนำเที่ยวไปแนะนำเกษตรกร โดยสร้างเป็นเครือข่ายข้อมูล
ให้ดำเนินการด่วน
2) ทุกจังหวัด โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทำแผนการเพิ่มขึ้นการเกษตรระดับ
จังหวัด โดยมีข้อมูล Zoning สินค้าเกษตรทุกชนิดในจังหวัด มีทะเบียนเกษตรกร ที่ตั้งฟาร์ม
แหล่งรวบรวมผลผลิต และกระจายสินค้าการตลาดภายในภายนอกจังหวัด แหล่งแจงรูป
ต้นทุน ราคา การตลาด สภาพดิน แหล่งน้ำ ฤดูกาล ฯลฯ ทั้งนี้ให้เสร็จภายใน 31 ธันวาคม
2555 เพื่อวางแผน Zoning สินค้าเกษตรต่อไป
3) ปรับรูปแบบการส่งเสริมการเกษตรใหม่ โดยให้ทุกหน่วยงานที่ทำงานส่งเสริม
สร้างอาสาพัฒนาการเกษตร เพื่อเข้าพบหาเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม เป็นกลไกในการ
ขับเคลื่อนการเกษตรในรูป Green Economy และ Zero waste agriculture ทำงานแบบ
บูรณาการ และทำแผนเชิงรุก เข้าหาเกษตรกร โดยให้ข้อมูลด้านการตลาด นำการผลิต ซึ่งให้
เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นผู้รวบรวมแผนปฏิบัติการส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภายใน 31 ธันวาคม 2555 โดยอาจทำแผนร่วมกับแผนพัฒนาจังหวัดก็ได้
4) ให้ทุกหน่วยงานสร้างยุวเกษตรกร เพื่อรองรับการขาดแคลนเกษตรกรที่มีอายุ
สูงขึ้น และขาดแคลนแรงงานเกษตรและผลักดันให้เป็น Smart Farmer
5) สร้างความภาคภูมิใจและความแน่นแฟ้นในกิจการงานเกษตรกรรม โดยนับถือผู้นำ
เกษตรกรที่มีความรู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การประกันภัยผลผลิต และการคุ้มกันสวัสดิภาพของเกษตรกร ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ดำเนินการในส่วนของกฎหมายต่าง ๆ และทุกหน่วยงานทำบัญชี เกษตรกรตัวอย่าง
ที่ประสบความสำเร็จ นำมาประมวลองค์ความรู้ของท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่
นโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และการชี้แจงการจัดทางบประมาณ
รายจ่ายประจำปี 2557 ให้หัวหน้าส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเน้นย้ำ 4
ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนประเทศในปี 2557 และการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี
2558 ประกอบด้วย
1) สร้างความสามารถในการแข่งขันของชาติ
2) สร้างโอกาสบนความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม
3) การเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ
4) ปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายปฏิรูปการเกษตรประเทศไทย (ปี 2556-2561)
เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ โดยกำหนดโครงการที่เป็น Flagship Project จำนวน 8
โครงการเพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 จำนวน 7 โครงการ คือ
1) แผนบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสาหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning)
2) โครงการเมืองเกษตรสีเขียว (Green Agriculture City)
3) โครงการพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer
4) โครงการพัฒนาคุณลักษณะสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน
5) โครงการทวีคูณศักยภาพด่านสินค้าเกษตรชายแดนเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคม
อาเซียน
6) โครงการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเกิดเมล็ดพันธุ์รองรับประชาคมอาเซียน (Seed
Hub Center)
7) โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานเกษตร
และยุทธศาสตร์ที่ 3 จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการการทวีพื้นที่ชลประทาน โดย
ดำเนินงานตามนโยบายและโครงการต่างๆ อย่างบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทั้ง
นโยบาย Smart Farmer และ Smart Officer นโยบาย Zoning นโยบาย Commodity และ
นโยบายอื่นๆ เกี่ยวกับให้บรรลุจุดประสงค์การพัฒนาทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการกระด้าง
การเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกรที่จะได้รับการเจริญที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ
ความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น (ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/
ปี) และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบาย Smart Farmer และ Smart Officer บูรณาการ
ร่วมกับนโยบาย Zoning และนโยบาย Commodity ในกรอบแนวคิด Zoning = Area +
Commodity + Human Resource โดยดำเนินการขับเคลื่อนและบูรณาการนโยบายต่างๆ
ประกอบด้วย โครงการ One ID Card for Smart Farmer เพื่อตรวจสอบสิทธิของเกษตรกร
กรมส่งเสริมการเกษตร 58

ข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58 แบบแปลนทางกลุ่ม

ข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58
แบบสร้างทางเข้าผู้เข้าคน
คำจำกัดความของโครงสร้างทางสังคม
โครงสร้างทางสังคม หมายถึง กระบิลความเนื่องอย่างเป็นระเบียบของกลุ่มคน
ที่มารวมกันเป็นกลุ่มสังคม
โดยการมีกฏเกณฑ์ความกระทำที่เป็นอันจะทำ ให้เข้าสังคมเกิดความคงทน มั่นคง
องค์ประกอบของโครงสร้างทางเข้าผู้เข้าคน
องค์ประกอบของโครงร่างทางสังคมประกอบด้วย การจัดหลักเกณฑ์ทางสังคมและ
สถาบันโอกาสสังคม
การจัดแบบแผนทางสังคม
ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมมากขึ้น ได้อื้นถึงความหมายของการจัดระเบียบทางสังคม
“การตระเตรียมแบบอย่างทางสังคมในที่นี้เป็นแนวคิดที่ผมจะให้นิยามย่อ ๆ หมายถึง การคืบหน้า
กฎระเบียบ การบังคับใช้กฎระเบียบ การตีค่าผลกฎหมู่ทางสังคม ที่นำไปสู่ความ
ศิวิไลซ์…” ศิวิไลซ์ แปลว่า แวดวงที่เข้มแข็ง ที่หนักแน่น ยุติธรรม ประชาชนมีความสำราญ
สถาบันทางสังคม
1) ความหมายของสถาบันทางเข้าสังคม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายข้าวของเครื่องใช้
สถาบันไว้ว่า”เป็นสิ่งของที่ซึ่งคนส่วนรวม คือ สังคมจัดตั้งให้ดีขึ้น เพราะเห็นอรรถประโยชน์ว่ามี
ความต้องการและจำเป็นแก่วิถีชีวิตของตน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา
สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง
2) องค์ประกอบของสถาบันทางสังคม
สถาบันทางสังคมมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ
(1) องค์การทางสังคม เป็นคนกลางในการทำพันธะของสถาบัน มีองค์ประกอบที่
สำคัญ คือ สถานภาพ บทบาท
(2) หน้าที่ หมายถึง การกระทำหรือภารกิจกรรม ข้อสอบกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นภาระเกี่ยวข้องที่บุคคลจะต้อง
ปฏิบัติเพื่อสนองความต้องการที่จำเป็นของสังคม
(3) ระบอบการปฏิบัติ หมายถึง แบบแผนแง่มุม และการกระทำที่เป็น์ ระเบียบของสมาชิกในสังคมสังคมไทย
,, 
,, 
สัณฐานทั่วไปของสังคมไทย
สังคมไทย หมายถึง กลุ่มชนชาติที่พึ่งพิงอยู่ร่วมกันในประเทศไทย มี
ขนบวัฒนธรรมประเพณีแบบไทย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นต่างจากสังคมอื่น
ได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่งกาย ความนับถือ มารยาท อาหาร การเคลื่อนชีวิตที่
มีพุทธศาสนาเป็นฐานราก เป็นต้น
สถาบันทางสังคมในสังคมไทย
สถาบันทางสังคมไทย เป็นแบบแผนของพฤติกรรมที่เป็นแนวทางการทำงานของ
สังคมไทยที่มีกฎเกณฑ์การปฏิบัติ
เพื่อสนองความต้องการของสังคมไทย เป็นที่ยอมรับของประชากรและถือเป็นลาดเลา
ปฏิบัติต่อไปในสังคมไทย
สถาบันที่สำคัญในสังคมไทยเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญ 5 สถาบัน คือ
สถาบันครอบครัว
สถาบันครอบครัวในสังคมไทย มีลักษณะสำคัญดังนี้
1) การเริ่มต้นของตระกูลในสังคมไทย เริ่มจากการสมรสโดยมีประเพณีการสู่
ขอ การหมั้น การแต่งงานมีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
2) สังคมไทยในปัจจุบันนิยมการมี “ตระกูลเดี่ยว” คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วย
ด้วย พ่อ แม่ ลูกในบ้านเดียวกันส่วนสังคมชนบทของไทยยังคงการกำหนด “ครอบครัวขยาย” คือ
ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก และเครือญาติในบ้านเดียวกัน
3) สถาบันครอบครัวในสังคมไทย มีค่านิยมให้ผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว และหา
เลี้ยงสมาชิกในครอบครัว ล่าสุดผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น
สถาบันการเมืองการปกครอง
สถาบันการเมืองการปกครองในสังคมไทยมีลักษณะสำคัญคือ
1) ประชาชนในสังคมไทยยึดถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่
2) สังคมไทยยกย่องและเชิดชูยกย่ององค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ
3) การปกครองของสังคมไทย คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบบ
รัฐสภา มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4) มีการตื่นตัวทางการเมืองการปกครองแนวใหม่
การจัดการเลือกตั้งแนวใหม่ มีการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา และอื่น ๆ ที่ทำให้
สังคมเป็นสากลมากขึ้น
สถาบันทางศาสนา
สถาบันทางศาสนาในสังคมไทยมีลักษณะสำคัญ คือ
1) ประชาชนแห่งสังคมไทยนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก
2) ชาวไทยมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
3) ชาวไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตโดยได้รับอิทธิพลทางศาสนา ทำให้มีขนบประเพณี
ธรรมเนียมปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับศาสนา
สถาบันการศึกษา
สถาบันการศึกษาในสังคมไทยในอดีต วัด และวัง เป็นแหล่งการเรียนรู้ของชนชาว
ไทย ในปัจจุบันสังคมไทยมีการปฏิรูปการศึกษาและมีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง
ชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งส่งผลให้การศึกษาของสังคมไทยมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น
1) การปฏิรูปการศึกษาของไทย
2) มุ่งปฏิรูปการศึกษาที่ให้ครูปฏิรูปการเรียนรู้
3) มีการจัดการศึกษานอกกระบิล
4) ให้ผู้เรียนเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้
สถาบันเศรษฐกิจ
สถาบันเศรษฐกิจในสังคมไทย มีลักษณะสำคัญ คือ
1) ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทย เป็นระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของระบบทุนการตั้งกฎเกณฑ์
ประชากรมีเสรีภาพในการดำเนินการทางเศรษฐกิจและเสรีภาพในการเลือกซื้อสินค้า
2) ปัจจุบันรัฐบาลได้นำระบบเศรษฐกิจแบบผสมมาดำเนินการ มีการส่งเสริมปัจจัย
การผลิตขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น
3) มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาจัดการดำเนินการให้เป็นผลผลิตสู่ตลาดใน
โครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลเก็บเกี่ยว
ค่านิยมในสังคม
ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่คนในสังคมใดสังคมหนึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่านิยม น่ากระทำ
น่ายกย่องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ค่านิยมเป็นสิ่งที่บุคคลในสังคมนั้นๆ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิงที่ควรปฏิบัติหรือไม่
ควรปฏิบัติ
ค่านิยมที่ควรปลูกฝังในสังคมไทย ได้แก่
1. การรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
3. ความกตัญญูกตเวที
4. การนิยมของไทย
5. การประหยัด
6. ความซื่อสัตย์สุจริต
7. การเคารพผู้อาวุโส
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. แนวโน้มด้านเศรษฐกิจ มีลักษณะดังนี้
1.1 เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยน้อย ขาดแคลนที่ทำกินเป็นของตนเอง เกษตรกรราย
ย่อยที่มีที่ทำกินจะหันมาพัฒนาด้านการเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ได้รับพระราชทานแนว
พระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1.2 อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีความเป็นไปได้น้อย เพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมจะได้รับการฟื้นฟู
1.3 สมาชิกในสังคมไทยมีค่านิยมในการพึ่งตนเองมากขึ้น พัฒนาตนเองสู่อาชีพ
ธุรกิจขนาดย่อมแทนการเข้ารับราชการหรือ เป็นลูกจ้าง
1.4 มีการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในทุกวงการ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ
คอมพิวเตอร์จะมีบทบาทในการประกอบธุรกิจมากขึ้น
1.5 มีการพัฒนาช่างฝีมือและส่งเสริมรายได้จากการผลิตที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเพื่อ
ส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นมากขึ้นโดยเน้นเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
2.แนวโน้มด้านสังคม มีลักษณะสำคัญดังนี้
2.1 คนไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่าแบบเรื่องของสิทธิสตรีมากขึ้น สตรีจะมีบทบาทใน
สังคมไทยมากขึ้น
2.2 แนวโน้มครอบครัวมีขนาดหดตัว ความสัมพันธ์ในญาติพี่น้องระบบเครือญาติ
ลดลง หน้าที่การอบรมเลี้ยงดูบุตรหรือการขัดเกลาทางสังคมลดลง
2.3 สถาบันการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางการผลิตบุคคลเข้าสู่อาชีพและ
ตลาดแรงงานที่ขาดแคลนมากขึ้น
2.4 รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างสกุลให้เข้มแข็ง ชุมชนและสังคมได้รับการพพัฒนา
แบบยั่งยืนมากขึ้น
3. แนวโน้มด้านการตัวเมือง มีลักษณะสำคัญดังนี้
3.1 ประชาชนมีส่วนร่วมทางการการเมืองการปกครองมากขึ้น
3.2 ระบบการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและนักกรเมืองจะมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น
3.3 ประชาชนเข้าใจสิทธิเสรีภาพมากขึ้น รู้จักใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อรักษา
ผลประโยชน์ของตนเองและส่วนรวมพอกพูน
ปัญหาสังคมไทยและทางแก้ไข
ปมปัญหาสังคม หมายถึง สภาวะการณ์ทางสังคมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นว่าเป็นสิ่ง
ที่ไม่ดี ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของคนโดยส่วนรวมมากขึ้น จำเป็นจะต้องมีนโยบายหรือ
โครงการแก้ไขและเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขหรือขจัดให้หมดไปได้
ปัญหาสังคมไทยที่สำคัญ พอสรุปได้ดังนี้
1. ปัญหามลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่เป็นระดับธรรมชาติและสิ่ง
ที่มนุษย์สร้างขึ้น
มลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย คือ
1) มลภาวะทางอากาศ ในปัจจุบันเมืองอุตสาหกรรม อากาศจะเต็มไปด้วยควัน
หมอก เขม่าจากโรงงานอุตสาหกรรม ไอเสียของรถยนต์
2) มลภาวะทางดิน ปัจจุบันมีการใช้ดินในทางเสื่อม เช่น ใช้ปุ๋ยเกินความเหมาะสม
การใช้มูลสัตว์ ขยะมูลฝอย ตะกอนของสารเคมีกองไว้ ทำให้เกิดสารมีพิษในดินบริเวณนั้น
3) มลภาวะทางน้ำ การกระทำของปุถุชน เช่น ทำให้น้ำมีการปนเปื้อนสารเคมี
การทิ้งขว้างของเสียลงในแม่น้ำลำคลองของโรงงานอุตสาหกรรม
4) มลภาวะทางเสียง มลภาวะทางเสียงของเข้าสังคมเมือง โรงงานอุตสาหกรรมที่มี
เสียงดัง การจราจร ทำให้ประสาทหูมีปัญหาเสื่อมและก่อให้เกิดความเครียด
แนวทางแก้ไขมลภาวะทางสภาพแวดล้อม
1) ให้วิชาแก่ประชาชนในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
2) ออกนิติใช้มาตรการขืนอย่างมีประสิทธิภาพ
3) สร้างจิตสำนึกให้ชุมชนดูแลขวางเอง
4) พัฒนาคนให้รู้จักสร้างสมดุลของธรรมชาติ
2.ปมความยากจน
ความไม่มีจะกิน คือการที่บุคคลดำรงชีวิตโดยมีรายได้ไม่พอกับการดำรงชีพไม่เชี่ยวชาญ
บำบัดความต้องการที่จำเป็นของร่างกายและจิตใจ ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความเป็นอยู่ต่ำกว่า
ระดับเกณฑ์ที่สังคมวางไว้
แนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนข้นแค้น
1.จัดสวัสดิการในเรื่องการรักษาพยาบาล การทำความเข้าใจให้แก่ประชาชน
2.รัฐต้องสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
ข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58

คู่มือเตรียมสอบ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

คู่มือเตรียมสอบ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
คุณค่าพนักงานที่พัวพันในงานตรวจ
บทนำ
1. เจ้าหน้าที่เป็นวัตถุสำคัญอย่างหนึ่งที่จะสร้างงานที่ดี งานทดสอบก็เช่นเดียวกัน พนักงาน
ที่เกี่ยวข้องกับงานตรวจสอบต้องเป็นผู้มีวิชาความรู้ความอาจดีและปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐาน
ดังนั้น จึงได้คัดลอกมาตรฐานคุณภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องในงานสำรวจขึ้น ซึ่งแบ่งบุคลากรที่
เกี่ยวข้องในงานตรวจสอบออกเป็น ผู้บริหารงานระดับสูง ผู้บริหารงานพิจารณา และผู้ตรวจสอบ
วัตถุประสงค์
2. เพื่อให้ชาตะความไว้ใจอย่างสมเหตุสมผลว่า งานตรวจสอบนั้น มีคุณลักษณะเป็นที่เชื่อถือสร้าง
ผู้ใช้ผลดีจากผลตรวจสอบและบุคคลทั่วไป
3. เพื่อเป็นแนวทางให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานสังเกตได้ปฏิบัติงานอย่างมีคุณค่า
รวมทั้ง การสร้างจิตสำนึกที่ดีในการปฏิบัติงานและปรับปรุงตนเองได้อย่างสม่ำเสมอ
ดินแดนการใช้คืน
4. ให้ถือปฏิบัติกับผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้ตรวจสอบของที่ทำการ
การสืบสวนเงินแผ่นดิน
5. ใช้ในการคิดคำนวณคุณภาพการปฏิบัติงานของผู้ทำระดับสูง ผู้บริหารงานพิจารณาและ
ผู้ตรวจสอบ
คุณลักษณะของผู้ทำงานระดับสูง
6. ต้องมีความซื่อสุจริต เป็นอิสระ เป็นกลาง มีความโปร่งใสและยุติธรรม
7. ต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบดอน มีคุณลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดี กล้าวินิจฉัยใจและกล้า
รับผิดชอบน่าเชื่อถือ มีความคิดริเริ่ม มีพรหมวิหารสี่ ทันสมัย เท่าทันต่อการณ์ เทียมถึงต่อเทคโนโลยี มี
คุณธรรมและดึงหลักคำสอนมัตตาภิบาลในการทำงาน
8. เป็นใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีแรงใจและกำลังใจในการทำงาน และโน้มน้าวให้มีการทำงานเป็น
ทีม และให้สามารถทำงานตรวจสอบได้ทุกปีก และยินยอมให้รับฟังความคิดเห็นและเหตุของ
ผู้ใต้บังคับบังคับ
คุณภาพของผู้ว่าการงานตรวจสอบ
9. งานที่มีคุณลักษณะจำเป็นต้องอาศัยความทำได้ของผู้บริหารงานตรวจสอบ ซึ่งควรมีพื้นดิน
ฐานความรู้ที่ตรงตามงานที่รับผิดชอบ หรือมีความชำนาญในงานทดสอบจนเก่งสั่งสอนหรือ
ชี้นำงานให้กับผู้อื่นได้ดีด้วย และเป็นผู้มีความสามารถในการทำ ได้แก่ การวางแผน การสั่ง
การ มีศิลปะจูงใจให้คนร่วมมือกันทำงาน มีการไล่ตามงานอย่างต่อเนื่อง และตีค่าการปฏิบัติงาน
อย่างเป็นระเบียบ และมีสมรรถนะ นอกจากนั้นควรจะต้องเป็นผู้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง มี
ความรับผิดชอบสูง มีความเป็นผู้นำ น่าเชื่อถือ และมีความคิดริเริ่ม มีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน
10. ต้องมีความรอบรู้ในการทำความหยั่งถึงในงาน สามารถมอบหมายงานแก่เจ้าภาระหน้าที่
ได้อย่างแยบยล มีความสุจริตใจ และช่วยเหลือผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา และมีวิจารณญาณเพราะ
ใช้ในการตัดสินใจ และยอมรับฟังความครุ่นคิดทัศนาของผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา
11. ควรมีความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกทุกด้าน ทั้งนี้เพราะจะได้จัดเตรียม
แผนการตรวจทานได้เหมาะสม มีความสามารถในการพัฒนาและปรับตัวให้ทันสมัย เทียมถึงสถานการณ์
ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
12. ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการบริหารงานโดยมีคุณธรรม และยึดหลัก ธรรมัตตาภิบาล
ในการทำงาน มีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน มีความซื่อสัตย์ซื่อตรง มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ
และควรเป็นผู้มีจริยธรรม และศีลธรรมตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมเป็นผู้ที่มีสุขภาพอนามัยจิตและ
ร่างกายที่สมบูรณ์
,, 
,, 
คุณภาพของผู้ตรวจสอบ
13. ผู้ตรวจสอบควรมีความเป็นอิสระพร้อมทั้งเป็นกลาง มีความรู้ความทำเป็น มีความอุตสาหะ
และรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ควรปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว เพื่อนำ
ผลงานไปใช้ได้ทันต่อเวลาและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่
14. ต้องมีความกระตือรือร้นในอันที่จะเจริญตนเองให้มีความรู้ ความสามารถทันต่อสภาพการณ์
ตลอดเวลา และควรมีความสามารถในการคิดริเริ่มหาหลักการ แนวทาง เทคนิควิธีการ และสิ่งใหม่ๆ
มาใช้ให้เป็นผลประโยชน์ในการทำงาน การปรับปรุงงาน ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ
มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน หรืองานใหม่ให้สำเร็จเป็นผลดี และต้องปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ
เพื่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ผู้ใช้ผลงานตรวจสอบ
15. ควรเป็นผู้มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการใช้ภาษาต่างประเทศที่เป็นสากล มี
จรรยาบรรณในวิชาชีพตรวจทาน และมีจริยธรรม และคุณธรรมตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมทั้งมี
ความซื่อสัตย์สุจริต และมีสุขภาพจิตและร่างกายที่สมบูรณ์
 คุณภาพเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในงานตรวจสอบ
1. งานตรวจสอบที่มีคุณภาพ นอกจากต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพแล้ว จะต้องมีเครื่องมือ
เครื่องใช้อุปกรณ์ และยานพาหนะ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ สนับสนุนให้แก่ผู้ตรวจสอบอย่าง
เพียงพอ ทันสมัย เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตรวจสอบได้รวดเร็วถูกต้อง มี
คุณภาพตามมาตรฐานการตรวจสอบ ทันเวลา และมั่นคง คู่มือเตรียมสอบสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพเครื่องมือ
เครื่องใช้และอุปกรณ์
วัตถุประสงค์
2. เพื่อให้มีการบริหารสะสางเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์อย่างเพียงพอ ทันสมัย เหมาะสม
และประหยัด ใช้ผลกำไรเต็มที่และทั่วไป
ขอบเขตการใช้
3. ให้กำหนดปฏิบัติกับผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้ตรวจสอบของสำนักงานการ
ตรวจเงินแผ่นดิน
คุณภาพของเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์
4. ควรจัดเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ และยานพาหนะ ให้มีอย่างเพียงพอกับงานและกับผู้ใช้
5. เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ จะต้องบูรณะให้ก๋ากั่น เหมาะสมจำเป็นต่อการใช้ในการ
ตรวจสอบ และต้องดูแลบำรุงเฝ้าอยู่เสมอ
6. ผู้ใช้เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ จะต้องมีวิชาความรู้ ความสามารถในการใช้เครื่องมือฯ เป็น
อย่างดีและเจริญความรู้ให้สามารถใช้เครื่องมือฯ ทันสมัยตามเทคโนโลยีที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา
7. ควรมีศูนย์บังคับบัญชาดูแลเครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์ให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการ
เขม็ดแขม่และคุ้มค่า โดยกระจายให้มีการใช้ทรัพยากรรวมหัวอย่างทั่วถึง
8. ควรมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของเครื่องมือเครื่องใช้ฯ ที่ใช้ในการตรวจสอบทั้งปริมาณ
และคุณภาพ และต้องจัดให้มีการอบรมและพัฒนาความรู้
 คุณภาพความรู้และข้อมูลในงานตรวจสอบ
บทนำ
1. ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับงานตรวจสอบเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้งานตรวจสอบดำเนินไป
ด้วยความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และในปัจจุบันข้อมูลต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายและมาจาก
หลายแหล่ง ดังนั้น การควบคุมคุณภาพของความรู้ โดยส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้และถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่กัน อีกทั้งมีการจัดการข้อมูลให้เกิดประสิทธิผลต่อการนำไปใช้เป็นแนวทางที่จำเป็นต่อ
การตรวจสอบ
วัตถุประสงค์
2. เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ในการตรวจสอบอย่างทั่วถึงและทันเหตุการณ์ และสามารถใช้
ข้อมูลที่มีคุณภาพในงานตรวจสอบ ให้มีการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกระตุ้นให้มีการ
ถ่ายทอดความรู้ และกระจายข้อมูล
ขอบเขตการใช้
3. ให้ถือปฏิบัติกับผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้ตรวจสอบของสำนักงาน
การตรวจเงิน แผ่นดิน
คุณภาพความรู้และข้อมูล
4. ความรู้และข้อมูลที่มีคุณภาพที่จะนำมาใช้กับงานตรวจสอบต้องเป็นข้อมูลที่มีการวิเคราะห์
และกลั่นกรอง มีการใช้ความระมัดระวังรอบคอบ มีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ก่อนนำมาใช้ การนำข้อมูลดิบมาวิเคราะห์นั้นควรได้มาอย่างรวดเร็วทันกาล และตรงตามความต้องการ
ของผู้ใช้
5. ให้มีการรวบรวม และมีการจัดการข้อมูลที่ดี มีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักความประหยัด
และให้มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือมีข้อมูลมากเกินไปจนไม่
เกิดประโยชน์ โดยข้อมูลที่ได้มานั้นต้องถูกต้อง น่าเชื่อถือและเข้าใจง่าย
6. นอกเหนือไปจากความรู้ที่ใช้โดยตรงในการตรวจสอบแล้ว ผู้บริหารงานตรวจสอบและ
ผู้ตรวจสอบควรพัฒนาตนเองให้มีความรู้ที่ครอบคลุมสาขาวิชาอื่นด้วย เพื่อประกอบในการใช้เหตุผล
และวิเคราะห์งานตรวจสอบอย่างถูกต้อง โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้การสนับสนุนและ
ส่งเสริม
7. ข้อมูลที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ควรมีการกระจายไปสู่ผู้ที่ต้องการโดยทุกคนสามารถ
เข้าถึงแหล่งข้อมูลเดียวกัน และดึงข้อมูลจากแหล่งนั้นไปใช้กับงานที่ปฏิบัติได้ การที่จะให้ข้อมูล
สามารถกระจายไปยังผู้ที่ต้องการได้รวดเร็วควรใช้เทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเข้ามาช่วย ดังนั้น
ผู้บริหารงานตรวจสอบและผู้ตรวจสอบควรมีความฉลาดในการเข้าถึงข้อมูล และสามารถนำข้อมูลไป
ประยุกต์ใช้กับงานตรวจสอบ ข้อสำคัญ คือ ต้องมีศูนย์ข้อมูลที่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ง่ายต่อการ
ค้นหา ค้นคว้า เป็นสมัยปัจจุบันทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
8. เมื่อมีความต้องการข้อมูลเฉพาะและความเชี่ยวชาญในเรื่องใด ควรขอคำปรึกษาหารือจาก
ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภายในและภายนอกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งสำนักงานการตรวจเงิน
แผ่นดินจัดทำบัญชีรายชื่อขึ้นและเผยแพร่ให้ทราบอย่างทั่วถึง
 คุณภาพการสื่อสาร
บทนำ
1. การสื่อสาร หมายถึง การเผยกระพือข้อข่าวคราวให้ผู้ตรวจสอบและการรับข้อมูลข่าวสารจากผู้
ตรวจสอบ การสื่อสารที่ มีศักยภาพทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานการตรวจเงินแผ่นดิน ควร
สร้างความเข้าใจที่ถูกและตรงข้อคิดเห็นที่ต้องการ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดขั้นตอนและแผนการ
สื่อสารเพื่อรองรับ และสร้างความปักใจในระบบการสื่อสาร โดยให้สามารถนำข้อมูลประกาศเกี่ยวกับ
กฎหมาย ข้อคาดคั้น มติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คำสั่งต่าง ๆ ไปสู่การปฎิบัติ
และรับข้อมูลข่าวสารเพื่อนำมาฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงให้การปฎิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง
การสื่อสารในปัจจุบันควรใช้ระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และควรขีดคั่นข้อมูลที่จะสื่อไปยัง
ผู้ใช้ให้เหมาะสมตามความจำเป็นของผู้ใช้
วัตถุประสงค์
2. เพื่อให้ให้การสื่อสารข้อมูลข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการสื่อสารข้อมูล
ข่าวสารให้ผู้บริหารงานสืบสวน และผู้ตรวจสอบ ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง
ทั่วถึง และนำไปปฏิบัติ
3. เพื่อให้มีการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วถูกต้องและทั่วถึง ควรมีความพร้อมของเครื่องมือ
สื่อสารที่ทันสมัยและพอเพียงโดย นำระบบเครือข่ายมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน
การตรวจเงินแผ่น ดินให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อเป็นแนวปฏิบัติตน
ที่ถูกต้องที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการไปงานของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพราะให้มีการ
สื่อสารสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ที่ ดีบัดกรีกันระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกับหน่วยรับตรวจและ
ผู้สัมพันธ์ รวมทั้งให้รับทราบข้อมูลที่แม่นที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการดูแลงาน
คู่มือเตรียมสอบ สถานีตรวจเงินแผ่นดิน

ข้อสอบ กรมส่งเสริมกาเกษตร

ข้อสอบ กรมส่งเสริมกาเกษตร
16.แม้ผู้หนึ่งผู้ใดวางตัวการโดยมีจงใจกินกริบ หรือเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายอย่าง
ร้ายแรง ให้ไปการลงโทษอย่างต่ำคือ
ก. ปลดออกจากราชการ ข. เชือดเงินเดือน
ค. ภาคทัณฑ์ ง. ว่ากล่าวเตือน
ตอบ ก. ปลดออกจากราชการ
ถ้าการจัดการมีเจตนาทุจริต  หรือเป็นข้อหาให้ทางราชการเสียหายอย่างดุเดือด สละ
เคลื่อนที่การดัดสันดานอย่างต่ำเลิกจ้างออกเดินทางราชการ
17. ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดประพฤติการโดยมีเจตนาทุจริต กำนัลทางราชการบรรลัยแต่ไม่ร้ายแรง ให้ลงโทษ
ระบิลต่ำคือข้อใด
ก. ให้ออกจากราชการ ข. ตัดเงินเดือน
ค. ภาคทัณฑ์ ง. ว่ากล่าวต่อว่า
ตอบ ข. ตัดเงินเดือน
ถ้าการปฏิบัติตัวเป็นเหตุให้ทางราชการเสียหายแต่ไม่ร้ายแรง ข้อสอบ กรมส่งเสริมกาเกษตรให้ลงโทษอย่างต่ำตัด
เงินเดือน
18. ข้อใดบอกถูกต้องเกี่ยวกับกับผู้หนึ่งผู้ใดดำเนินการการโดยมีหมายมั่นทุจริต ไม่เป็นเหตุให้กระแส
ราชการย่อยยับ
ก. ส่งมอบเอาโทษท้องถิ่นทัณฑ์
ข. ให้ลงโทษว่าพูดสั่งสอน
ค. คำสั่งลงทัณฑ์ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
,, 
,,
ถ้าการกระทำไม่เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย ให้ลงโทษภาคทัณฑ์หรือว่ากล่าว
ตักเตือน เพราะทำอาณัติเป็นลายลักษณ์อักษร
19.ขนบธรรมเนียมที่ยกเลิกในระเบียบฯ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 คือระเบียบใด
ก. ระเบียบฯ ว่าด้วยว่าการพัสดุ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2528
ข. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการซื้อ การจ้าง และการจ้างที่ปรึกษา พ.ศ. 2527
ค. ระเบียบฯ ว่าด้วยการจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2521
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
ระเบียบฯ ฉบับนี้ยกเลิก (ระเบียบฯ ว่าด้วยการพัสดุ (ข้อ 3))
1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521
2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2523
3. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2526
4. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2527
5. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2528
6. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2528
7. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2529
8. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2531
9. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการซื้อ การจ้างและการจ้างที่ปรึกษา
ภายใต้โครงการที่ทำด้วยเงินกู้จากต่างประเทศ พ.ศ. 2527
10. ระเบียบว่าด้วยการจ้างออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2521
20.ผู้รักษาการ ในระเบียบฯ ติเตียนด้วยว่าการพัสดุคือใคร
ก. ปลัดกระทรวงการคลัง
ข. หัวหน้าส่วนราชการ
ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ง. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ตอบ ก. ปลัดกระทรวงการคลัง
ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
21.ข้อใดเป็นความหมายของคำว่า การพัสดุ
ก. การจัดทำเอง ข. การซื้อ การจ้าง การว่าจ้างที่ปรึกษา
ค. การจ้างออกด้านและควบคุมงาน ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
"การพัสดุ" หมายคดีว่า การจัดทำเอง การซื้อ การจ้าง การจ้างที่ปรึกษา การจ้าง
ออกแบบและควบคุมงาน การแลกเปลี่ยน การเช่า การควบคุม การจำหน่าย พร้อมกับการ
ดำเนินการอื่นๆ
22.ข้อใดหมายถึงพัสดุ
ก. วัสดุ ข. ครุภัณฑ์
ค. ที่ดิน ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
"พัสดุ" หมายความว่า วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ที่กำหนดไว้ในหนังสือการ
จำแนกประเภทรายจ่ายตามงบตีราคาของสำนักงบประมาณ หรือการจำแนกประเภท
รายการจ่ายตามสัญญาเงินกู้จากต่างประเทศ
23.ข้อใดหมายถึง "เงินงบประมาณ"
ก. งบตีราคารายจ่ายประจำปี
ข. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ค. เงินส่วนราชการที่รับไว้โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
"เงินงบประมาณ" หมายความว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่าย
เพิ่มปริมาณ พร้อมด้วยเงินซึ่งส่วนราชการได้รับไว้โดยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ให้เปล่าต้องส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ว่าไม่รวมถึงเงินกู้ และเงินช่วยเหลือ
24.โรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จำเป็นได้รับรองจากสำนักงานใด
ก. มอก. 9001 ข. มอก. 9002
ค. สถาบันยืนยันมาตรฐานไอเอสโอ ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
โรงงานที่ได้รับการรับรองกระบิลคุณลักษณะ หมายความว่า โรงงานที่ได้รับการรับรอง
ระบบคุณภาพตามกฏเกณฑ์เลขที่ มอก. 9001 หรือ มอก. 9002 ในกิจการและขอบเขตที่
ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานของซื้อของขายอุตสาหกรรม หรือสถาบันรับรองมาตรฐาน
ไอ เอส โอ หรือหน่วยงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้การรับรองระบบงาน
25.การกำหนดให้ส่วนราชการระดับใด ผู้บังคับบัญชาชั้นใด ตำแหน่งใด มีอำนาจครอบงำ
เดินการตามระเบียบนี้ให้เป็นไปตามผู้ใดขีดคั่น
ก. กระทรวงการคลัง ข. กระทรวงกลาโหม
ค. คณะรัฐมนตรี ง. หัวหน้าส่วนราชการ
ตอบ ข. กระทรวงกลาโหม
ด้วยส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม การบังคับให้ส่วนราชการระดับ
ใด ผู้ขืนชี้นิ้วชั้นใด ที่ใด มีศักดิ์ดำเนินกิจการตามขนบนี้ ให้เป็นไป
ไล่ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
26.บทดัดนิสัย ถ้าการบำเพ็ญไม่เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย ให้ดำเนินการอย่างไร
ก. ลงโทษอย่างต่ำปลดออกจากราชการ
ข. ลงโทษอย่างต่ำตัดเงินเดือน
ค. ลงโทษอย่างต่ำว่ากล่าวห้าม โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
ง. ลงโทษอย่างต่ำภาคทัณฑ์
ตอบ ค. ลงโทษอย่างต่ำว่ากล่าวตักเตือน โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
บทลงโทษ ถ้าการกระทำไม่เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย ให้ลงอธิกรณ์
ภาคทัณฑ์หรือว่ากล่าวตักเตือน โดยทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
27."กวพ." เป็นชื่อย่อสิ่งของอะไร
ก. เหล่ากรรมการว่าด้วยการพัสดุ ข. กรรมการว่าด้วยการพัสดุ
ค. คณะกรรมการพัสดุ ง. กรรมการพัสดุ
ตอบ ก. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ
คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ เรียกโดยย่อว่า "กวพ."
28."กวพ." มีผู้ใดเป็นประธานกรรมการ
ก. ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ข. ผู้แทนกระทรวงกลาโหม
ค. ปลัดกระทรวงการคลัง ง. ผู้แทนสำนักงานตรวจเงิน
ตอบ ค. ปลัดกระทรวงการคลัง
คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุภัณฑ์ มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
กรรมการ
29.ผู้ใดไม่ใช่คณะกรรมการใน กวพ.
ก. ผู้แทนสำนักงบโดยประมาณ ข. ผู้แทนกระทรวงการคลัง
ค. ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ง. ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ตอบ ข. ผู้แทนกระทรวงการคลัง
คณะกรรมการ ใน กวพ. ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทน
กระทรวงกลาโหม ผู้แทนที่ทำงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงาน
ป.ป.ป. ผู้แทนกรมวิเทศสหการ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการ
คลัง ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
30. กรรมการณ "กวพ." คือข้อใด
ก. อธิบดีกรมบัญชีกลาง ข. ผู้แทนกระทรวงกลาโหม
ค. ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
31. ผู้ทรงคุณวุฒิใน กวพ. ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินกี่คน
ก. ไม่เกินสามคน ข. ไม่เกินห้าคน
ค. ไม่เกินเจ็ดคน ง. ไม่เกินเก้าคน
ตอบ ข. ไม่เกินห้าคน
32.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งใน กวพ. มีวาระอยู่ในสถานภาพคราวละกี่ปี
ก. สองปี ข. สามปี
ค. สี่ปี ง. ห้าปี
ตอบ ก. สองปี
ให้มีคณะผู้ตัดสินว่าด้วยการพัสดุ เรียกโดยย่อว่า "กวพ." ประกอบด้วย ปลัด
กระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนกระทรวงกลาโหม
ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงบประมาณ
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ผู้แทนสำนักงานปลัด
สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้แทนสำนักงานมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินห้าคน เป็น
กรรมการ และให้เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ กับให้ กวพ. แต่งตั้ง
ผู้ช่วยเลขานุการไม่เกินสองคน
ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีวาระอยู่ในตำ แหน่งคราวละสองปี
ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
33. ข้อใดเป็นอำนาจหน้าที่ของ กวพ.
ก. ตีความและวินิจฉัยปัญหาเนื่องกับการปฏิบัติตามระเบียบ
ข. ชี้ขาดการอนุมัติยกเว้น หรือผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ
ค. พิจารณาคำร้องเรียนเกี่ยวกับกับการที่ส่วนราชการไม่ปฏิบัติติดสอยห้อยตามระเบียบ
ง. ถูกทุกข้อ
ตอบ ง. ถูกทุกข้อ
34.ผู้ทรงคุณวุฒิของ กวพ. แต่งตั้งโดยใคร
ก. ประธานกรรมการ ข. รองนายกรัฐมนตรี
ค. นายกรัฐมนตรี ง. สำนักงาน ปปช.
ตอบ ค. นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีสถาปนาผู้ทรงคุณวุฒิ ใน กวพ.
35.จากข้อข้างต้น ผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนเท่าใด
ก. ไม่เกิน 2 คน ข. ไม่เกิน 3 คน
ค. ไม่เกิน 4 คน ง. ไม่เกิน 5 คน
ตอบ ง. ไม่เกิน 5 คน
จากข้อข้างต้น นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินห้าคน คือ
กรรมการ
36.เลขานุการ กวพ. คือหน่วยงานใด
ก. เจ้าการงานสำนักงาน ป.ป.ป. ข. เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง
ค. เจ้าหน้าที่ กรมวิเทศสหการ ง. เจ้าการงาน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ตอบ ข. เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี
เจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ กับให้ กวพ. แต่งตั้ง
ผู้ช่วยเลขานุการเปล่าเกินสองคน
ข้อสอบ กรมส่งเสริมกาเกษตร

แนวข้อสอบ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

แนวข้อสอบ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ลักษณะสิ่งความเป็นอิสรภาพและเป็นกลาง
6. ผู้สำรวจต้องเว้นสิ่งที่จะทำให้ขาดความเป็นอิสระ ซึ่งอาจชาตจากตนเองหรือจาก
พาเหียร และต้อง บำบัดความเป็นอิสระทั้งทัศนคติและภาพลักษณ์
7 ผู้ตรวจสอบต้องมีความยอมรับผิดชอบที่จะรักษาความเป็นไท เพื่อให้ทัศนะ ข้อกำหนด ดุลย
พินิจและ ข้อเสนอแนะมีความเที่ยงธรรมและผู้ใช้ผลการสืบสวนสอบเชื่อว่าเที่ยงธรรม
8. ผู้ตรวจสอบต้องให้ผู้ใช้รายงานการตรวจสอบมีความเชื่อมั่นว่า ตนปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระ
และเป็นปานกลาง เพราะว่าคำนึงด้วยว่ามีสถานการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับตน ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นไม่เชื่อในความเป็น
อิสระและของตน
9. ผู้สืบสวนต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะทำให้ขาดความเป็นอิสระ ซึ่งอาจเสวยพระชาติจากตนเองหรือจากมนุษย์
ไม่ก็สำนักงานอื่นภายในหรือภายนอกสำนักงานการพิจิตเงินแผ่นดิน อันอาจมีผลต่อการทำงานทำการ
ตรวจสอบ และรายงานข้อตรวจพบโดยขัดสนความลำเอียง ถ้าเกิดผลกระทบดังกล่าว ผู้ตรวจสอบ
ควรปฏิเสธที่จะทำสืบสวนนั้น
10. ผู้ตรวจสอบต้องรุ่งอรุณให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถ้าตนมีสิ่งที่ทำให้ขาดความเป็นเสรีซึ่งเกิดออกจาก
ตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงสิ่งต่อไปนี้
10.1 ความสัมพันธน์ทางงานการการงาน วิชาชีพส่วนตัว หรือทางการเงิน ซึ่งอาจเป็นเรื่องให้
ผู้ตรวจสอบจำกัด ขอบข่ายการสอบถาม หรือจำกัดการเปิดเผยข้อมูล หรือทำให้ข้อตรวจพบอ่อนลง
10.2 การมีอคติเชื่อมบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หมู่คน หน่วยงาน เหรองานที่ตรวจสอบซึ่งอาจทำ
ให้ การตรวจสอบปฏิสนธิความรังเกียจได้
10.3 การมีผลกำไรทางการเงินโดยตรงหรือเป็นเงินจำนวนมากแม้ไม่โดยตรงในหน่วย
รับตรวจหรืองานที่สำรวจ
11. ผู้ทดสอบอาจไม่มีความเป็นอิสรภาพอย่างเต็มที่ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระและเป็นกลาง
และส่งผลเสียต่อ การตรวจสอบ หากมีสิ่งที่ทำให้ขาดแคลนความเป็นอิสระ ซึ่งเกิดจากสามัญชนหรือหน่วยงานอื่น
ภายในหรือภายนอกสำนักงานการตรวจเงินแผ่น ดิน  แนวข้อสอบสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อาทิเช่น เมื่อเกิดสถานการณ์ต่อไปนี้
11.1 การล่วงล้ำแทรกแซงซึ่งคับแคบหรือเปลี่ยนแปลงขัณฑสีมาการตรวจสอบอย่างไม่แน่เทียว
11.2 การแทรกแซงสอดแทรกในการเลือกหรือใช้วิธีการตรวจสอบหรือการเลือกตารางที่
จะตรวจสอบ
11.3 การก้าวก่ายแทรกแซงในงานที่มอบหมาย การแต่งตั้ง การถ่าย และการถอย
ฐานันดรของผู้ตรวจสอบ
11.4 การถูกคับแคบเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบ
11.5 การใช้พลังหักล้างหรือชักนำการวินิจฉัยของผู้ตรวจสอบหรือแก้ไขรายงานการ
ตรวจสอบที่เป็น สาระสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่เหมาะสมของรายงานการตรวจดู
12. ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้จัดการขั้นสูง ควรใช้ดุลยพินิจโดยปราศจากความ
ลำเอียง เพราะไม่นำเอาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว เพื่อน หรือญาติพี่น้องมาข้องเกี่ยว และพิจารณา
ข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างชอบธรรมและ ทั้งเป็นกลาง
,, 
,, 
13. ผู้ดูแลงานตรวจดู และผู้บริหารระดับสูง ต้องไม่ปกปิดข้อเท็จจริงหรือบิดเบือน
ความจริงอันเป็นสาระสำคัญของสิ่งที่ผู้ตรวจสอบตรวจพบ
14. ผู้บริหารงานวิเคราะห์ และผู้คุ้มครองระดับสูง ต้องละเว้นสิ่งที่จะทำให้ขาดความเป็น
เสรีและเป็นกลางซึ่งอาจเกิดจากตนเอง หรือจากบุคคล หรือหน่วยงานอื่นภายในหรือภายนอก
ที่ทำการการตรวจเงินแผ่นดิน และต้องยกเลิกการเข้าไปทำความก็ได้หรือผูกพันกับหน่วยรับตรวจ ซึ่ง
จะทำให้งานวิเคราะห์ไม่เป็นเสรีภาพ
15. ผู้ตรวจสอบ ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้บริหารระดับสูง ต้องมีจุดยืนวิชาชีพและความ
เป็นอิสระตามรหัส ส.130 เรื่องจรรยาบรรณและข้อคดีรับผิดชอบในวิชาชีพการตรวจเงินแผ่นดิน และ
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม
16. ผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องประกันความเป็นไทและ
เป็นกลางในการปฏิบัติการของผู้ตรวจสอบ
 วิชาความทำได้และความยับยั้งละเอียดลออ รหัส ส.120
บทนำ
1. งานตรวจจะเป็นผลกำไรและเป็นที่นับถือต่อเมื่อผู้ตรวจสอบ ผู้ดำเนินงานตรวจสอบ
และผู้บริหารระดับสูงของที่ทำงานการตรวจเงินแผ่นดินมีความรู้ทักษะ ความชำนาญงาน และ
ความระมัดระวังถ้วนถี่
วัตถุประสงค์
2. เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า งานตรวจสอบทำการโดยผู้ที่มีความรู้ความถนัด ทักษะ
งาน และความประหยัดถ้อยคำรอบคอบ
ขอบเขตการใช้
3. ใช้กับผู้ตรวจทาน ผู้บริหารตรวจสอบ และผู้ว่าการระดับสูงของสำนักงานการตรวจเงิน
แผ่นดิน
ลักษณะของความรู้ความเก่งกาจ
4. ผู้ตรวจสอบและผู้สั่งการงานตรวจสอบต้องมีความรู้ความสามารถและความคล่องงาน ซึ่ง
จำเป็นสำหรับงานวิเคราะห์ที่ได้รับมอบหมายงาน โดยผู้ตรวจสอบต้องศึกษาหาความรู้ที่จำเป็นสำหรับ
การปฏิบัติงาน และได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างต่อเกี่ยวเนื่องตามแผนที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
กำหนด ทั้งนี้ ในการสังเกตผู้ตรวจสอบต้องมีความรู้และทักษะ ดังนี้
4.1 มีวิชาความรู้เชื่อมกับมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
4.2 ในเหตุที่ตรวจสอบเพื่อสาธิตความเห็นต่องบการเงิน ผู้ตรวจสอบต้องมีความรู้
เกี่ยวกับหลักการบัญชี มาตรฐานการบัญชี และมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมทั้ง
มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
4.3 มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการและเทคนิคการตรวจสอบ และมีทักษะและความแกล้วกล้าที่จะ
ใช้ความรู้นั้นในงานตรวจสอบที่ได้รับมอบหมาย
4.4 มีความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งแผนงาน กิจกรรมและหน้าที่
4.5 มีทักษะที่จะสื่อสารได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิผล ทั้งการพูดและการเขียน
4.6 มีทักษะเหมาะกับงานตรวจสอบที่ได้รับมอบหมาย อาทิเช่น
4.6.1 ถ้างานตรวจจำเป็นต้องใช้การสุ่มตัวอย่างทางสถิติ ต้องมีผู้มีทักษะ
ด้านการสุ่มตัวอย่างทางสถิติร่วมอยู่ด้วย
4.6.2 ถ้างานตรวจสอบจำเป็นต้องสอบทานกระบิลคอมพิวเตอร์ แตะมีผู้มีฝีไม้ลายมือ
ด้าน คอมพิวเตอร์ร่วมอยู่ด้วย
4.6.3 ถ้างานตรวจสอบจำเป็นต้องสอบทานข้อมูลทางวิศวกรรมที่ลึกลับ ต้องมี
ผู้มีทักษะด้านวิศวกรรมร่วมมืออยู่ด้วย
รูปร่างของความระมัดระวังถี่ถ้วน
5. ผู้ตรวจสอบต้องปฏิบัติราชการตรวจสอบและจัดทำรายงานการตรวจทานด้วยความระมัดแวด
รอบคอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ โดยผู้ตรวจสอบแตะ
5.1 มีความระมัดระวังรอบคอบในการทำตรวจสอบและการกล่าว
รหัส ส. 200 เรื่อง เกณฑ์การปฏิบัติงานตรวจสอบ และ รหัส ส. 300 เรื่อง มาตรฐานการรายงาน
ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
5.2 ใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการขีดเส้นแดน เลือกวิธีสำรวจ และเลือกสรร
การทดสอบที่จะใช้สำหรับแต่ละงานตรวจสอบ และใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการดำเนินการ
ตรวจสอบตามอาณาบริเวณ ขั้นตอนและการทดสอบที่ได้กำหนด รวมทั้งในการประเมินและสรุปผลจาก
การตรวจสอบและในการรายงานผลการตรวจสอบ
5.3 ใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมในการพิเคราะห์ว่าควรใช้มาตรฐานใดกับงานที่
ตรวจสอบหากมีข้อความที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และไม่สามารถยกเลิก
งานตรวจสอบนั้น ต้องเปิดเผยในรายงานการตรวจสอบในหัวข้อขอบเขตการตรวจสอบถึง
ข้อเท็จจริงที่ ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานเหตุผล และผลกระทบที่มีต่อผลการตรวจ
5.4 ให้ความสำคัญต่อการควบคุมด้านในที่มีข้อด้อย การบันทึกบัญชีที่ไม่ครบถ้วน
และไม่เป็นปัจจุบันมีข้อผิดพลาดและรายการผิดปกติซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการทุจริตหรือผิดระเบียบ
5.5 ให้ความสำคัญต่อการบริหารเงินของรัฐว่า หน่วยรับตรวจได้มีการรับ การใช้
จ่ายการใช้ผลประโยชน์ การเก็บรักษาของ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ เป็นไปตามนิติ
ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผนการปฏิบัติราชการอันจะก่อให้เกิดอำนาจ
ประสิทธิผลสูงสุด และเป็นมาตรการพิทักษ์การทุจริต
5.6 ไม่เปิดเผยและนำข้อมูลของหน่วยรับตรวจที่ได้จากการตรวจสอบไปใช้สำหรับ
วัตถุประสงค์ที่อยู่นอกเหนือจากการปฏิบัติงานตรวจสอบ
5.7 ผู้ตรวจสอบไม่ต้องรับผิด ถ้าได้ดำเนินการตรวจสอบตามมาตรฐานการ
ตรวจสอบ และใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการตรวจสอบเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ รหัส ส.130
เรื่อง จรรยาบรรณและความรับผิดชอบในวิชาชีพการตรวจเงินแผ่นดิน และมาตรฐานทางคุณธรรม
จริยธรรม
6. ผู้บริหารงานตรวจสอบ และผู้บริหารระดับสูงต้องควบคุมและสอบทานงานตรวจสอบ
ผลการตรวจสอบ และรายงานการตรวจสอบด้วยความระมัดระวังรอบคอบ
 จรรยาบรรณและความรับผิดชอบในวิชาชีพ
บทนำ
ตามความในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 รัฐต้องกล้าให้มี
แผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณงามความดีและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ข้าราชการ และพนักงาน หรือลูกจ้างอื่นของรัฐเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบและ
เสริมสร้าง พลังในการทำหน้าที่ ประกอบกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้วาง
แนวทางการตรวจทานเงินแผ่นดิน ข้อ 2 ให้มีการปฏิบัติตนหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ยึดมั่นใน
อุดมการณ์แห่งวิชาชีพ มีจรรยาบรรณ ซื่อสัตย์ตงฉิน มีคุณธรรมและเที่ยงธรรม
วัตถุประสงค์
เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้มีหน้าที่และความ
รับผิดชอบในการตรวจเงิน แผ่นดิน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงาน
การตรวจเงินแผ่น ดิน ปฏิบัติกิจธุระได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลที่เกิดขึ้น มีระบบและระเบียบปฏิบัติตาม
มาตรฐานทางวิชาชีพของการตรวจเงินแผ่นดิน และได้ผลการทดสอบที่สามารถให้ความแน่ใจได้
ว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าและ เชื่อถือได้ เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ตลอดจนมีความประพฤติดีมี
ความสำนึกผิดในหน้าที่ จึงเห็นควรกำหนดมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และความ
รับผิดชอบในวิชาชีพการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อทรงไว้ไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของตำแหน่งหน้าที่
ราชการและสถาบันการ ตรวจเงินแผ่นดิน
ขอบเขตการใช้
1. ผู้ตรวจ ข้าราชการและลูกจ้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกคน รวมถึง
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ผูกพันหรือสนับสนุนการ
ปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
2. ใช้ในการประมาณคุณภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร
คำนิยาม
ผู้ตรวจสอบ : หมายถึง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ข้าราชการ ลูกจ้าง และผู้ยุ่งเกี่ยวหรือสนับสนุน
การปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
หน่วยงาน : หมายถึง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ธรรมัตตาภิบาล : หมายถึง การควบคุมและปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของระบบบริหาร
ปกครองและกลุ่มที่ดี ตามชั้นเชิงสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบดูแลงานกิจการบ้านเมือง
และสังคมที่ดี พ.ศ. 2542
ผู้ข้องเกี่ยวหรือเสริมการปฏิบัติงาน : หมายถึง ที่ขอคำแนะนำ ผู้เชี่ยวชาญ ลูกจ้างชั่วคราว
หรือสำนักงานเอกชน ซึ่งได้จ้างเพื่อปฏิบัติงานของที่ทำการงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้ใช้ผลการตรวจสอบ : หมายถึง รัฐสภา รัฐบาล นักวิชาการ และสาธารณชน
สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล : หมายถึง สิทธิ์เสรีภาพของสามัญชนตามรัฐธรรมนูญแห่งหน
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
จุดยืนวิชาชีพ : หมายถึง หลักของวิชาชีพการตรวจสอบที่ต้องคงไว้ซึ่งความถูกต้อง
ผู้ตรวจสอบจะต้องมีชีวิตผู้มีข้อคดียุติธรรม และเสนอรายงานการ ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ตาม
นโยบายของวิชาชีพโดยไม่ ยอมให้อคติ หรือความรังเกียจ หรืออิทธิพลใด มาทำให้ตนมรณะความเที่ยง
ธรรมไป
แนวข้อสอบ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

คู่มือเตรียมสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร

คู่มือเตรียมสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร
ความหมายของพระราชสาส์น หนังสือราชการ และหนังสือย้อน
“หนังสือ” หมายความว่า สิ่งพิมพ์หลายอย่าง ระวางทางราชการจัดเรียงกระทำขึ้น ร่วมชุมนุมทั้งเอกสารที่
บุคคลภายนอกส่งมายังองค์กร พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่รับไว้กะเกณฑ์ว่าเป็นหนังสือราชการเหตุด้วย
“จดหมายราชการ” หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานทางราชการ ได้แก่
1. หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ
2. หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงส่วนราชการอื่นใด ที่ไม่ใช่ตำบลราชการ หรือที่มีไปถึง
สามัญชนภายนอก
3. หนังสือที่ส่วนราชการอื่นใด ที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาจวบจวนส่วน
ราชการ
4. สิ่งพิมพ์ที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อจะเป็นหลักฐานทางราชการ
5. เอกสารที่ทางราชการแรงทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
6. ข้อมูลข่าวสาร หรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
“หนังสือโต้ตอบ” หมายความว่า หนังสือที่ส่วนราชการ หน่วยงาน หรือบุคคล
ภายนอก มีถึงกัน ไม่ใช่หรือมีการโต้ตอบไปมาระหว่างกัน
ความสำคัญของงานสารบรรณ “งานสารบรรณ” หมายความว่า เป็นงานที่เกี่ยวกับ
การบริหารงานงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่การประดิษฐ์ การรับ การส่งการเก็บรักษา การยืม จนถึงการ
ทำลาย
“แต่ในทางปฏิบัติแล้ว” จะเริ่มตั้งแต่ การคิด อ่าน ร่าง เขียน แต่ง พิมพ์ จดจำ ทำ
สำเนา ส่ง รับ บันทึก จดรายงานการชุมนุม สรุป ย่อเรื่อง เสนอ สั่งการ ตอบ ทำรหัส ออม
ค้นหา ค้นหา จนถึงการภิทด้วย
ความหมายของคำว่า “ส่วนราชการ”
ส่วนราชการหมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ
ทั้งในการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค คู่มือเตรียมสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงคณะกรรมการด้วย
ชั้นความเร็ว และชั้นความลับ “ชั้นความเร็ว” มี 3 ชั้น
ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติทันทีที่ได้รับหนังสือ
ด่วนมาก ให้เจ้าหน้าที่ทำงานโดยเร็ว
ด่วน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ
“ชั้นความลับ” มี 3 ชั้น
ลับที่สุด ลับมาก ลับ
,, 
,,
ความหมายของใช้การเรียงทำสำเนา
สำเนา คือเอกสารที่จัดทำขึ้นเหมือนต้นฉบับ ไม่ว่าจะจัดการจากต้นฉบับ หรือว่าถ่ายจาก
สำเนาอีกชั้นหนึ่ง หรือพิมพ์จากเครื่องคอมพิวเตอร์ยังกับต้นฉบับก็ได้ แม้กระนั้นจะต้องประทับตราว่า
“สำเนาคู่ฉบับ” ใช่ไหม “สำเนา”
“สำเนา” กระทำได้ 2 แบบ คือ
“สำเนา” เป็นสำเนาที่ส่วนราชการสร้างขึ้น อาจทำขึ้นด้วย การถ่าย คัด อัดสำเนา หรือ
ด้วยวิธีอื่นๆแต่สำเนานี้ จะจำเป็นต้องมีผู้รับรองสำเนา คำว่า “สำเนาถูกต้อง” โดยให้เจ้ากิจตั้งแต่
ระดับ 2 ขึ้นไปหรือเท่ากัน ลงเลขามือชื่อรับรองตัวบรรจง ตำแหน่ง วัน เดือน ปี ที่รับรอง โดย
ปกติให้มีคำว่า สำเนาไว้ที่กึ่งมัชฌิมหน้าเหนือบรรทัดแรกของคัดลอกหนังสือด้วย
“สำเนาคู่ฉบับ” คือสำเนาที่จัดทำพร้อมกับต้นฉบับ และเหมือนต้นฉบับ มีผู้ลงลายมือ
ชื่อหรือลายมือชื่อย่อไว้และให้ผู้ร่าง/พิมพ์/ตรวจ ลงลายมือย่อไว้ข้างท้ายขอบล่างด้านขวา ของพระราชสาส์น
ชนิดของหนังสือราชการ มี 6 ชนิด
1. หนังสือนอกบ้าน
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตรา
4. หนังสือว่าการ เช่น คำสั่ง ระเบียบ ข้อผลักดัน
5. หนังสือประชาสัมพันธ์ เช่น ประกาศ คำชี้แจง ข่าว
6. หนังสือที่เจ้ากิจ. งานจัดทำขึ้นหรือรับไว้เป็นข้อพิสูจน์ในราชการ
ความผิดแผกแตกต่างของหนังสือภายใน ภายนอก บันทึก
หนังสือภายนอก หนังสือภายใน บันทึก
1. ติดต่อระหว่างกระทรวง หรือว่าบุคคลภายนอก
2. ผู้ลงนามเป็นหัวหน้าส่วนราชการสภาพกระทรวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
3. ใช้รูปแบบหนังสือนอกบ้าน “กระดาษครุฑ” มีเรื่อง เรียน อ้างถึง สิ่งที่ส่งมาด้วย
4. เป็นพิธีการเต็มรูปแบบ ออกเลขที่ทุกครั้ง
5. ต้องพิมพ์ให้เรียบร้อย
6. มีสำเนาคู่ฉบับ และสำเนาครบถ้วน
ความหมายของหนังสือด้านใน
หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอกเป็น
หนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษหนังสือข้อความ
ความหมายของหนังสือบันทึก
หนังสือบันทึก คือ หนังสือที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือบังคับบัญชา
สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาหรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่ากรมติดต่อกันใน
การปฏิบัติราชการ (จะจัดอยู่ในหนังสือราชการชนิดที่ 6) จะใช้กระดาษบันทึกข้อความ หรือไม่
ก็ได้
ความหมายของหนังสือประทับตรา
หนังสือประทับตรา คือ หนังสือติดต่อราชการที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้า
ส่วนราชการระดับ
กรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าแผนกราชการระดับกองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแผนก
ราชการระดับกรมขึ้นไป
หนังสือบันทึก มี 3 ประเภท
1. ปูมโหรเสนอผู้บังคับบัญชา
หลักทั่วไปที่การกำหนดยึดถือในการเขียนหนังสือติดต่อราชการ มีดังนี้
1. เขียนให้ถูกต้อง โดยเขียนให้ถูกแบบ ถูกสาระ ถูกหลักภาษาและถูกความนิยม
2. เขียนให้ชัดเจน โดยชัดเจนในเนื้อความ กระจ่างในวัตถุประสงค์และกระจ่างในวรรค
ตอน
3. เขียนให้รัดกุม โดยแต่งมีความประสงค์แน่นอน ดิ้นไม่ได้ ไม่มีช่องโหว่ให้โต้แย้ง
4. เขียนให้กะทัดรัด โดยเขียนให้สั้น ไม่ใช้ข้อความเยิ่นเย่อยืดยาด หรือใช้ถ้อยคำ
ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น
5. เขียนให้ถึงจุดพึงปรารถนาและผลดี โดยเขียนให้ผู้รับหนังสือเข้าใจว่า ผู้มีหนังสือไป
ต้องการอะไร จะให้ผู้รับบำเพ็ญอย่างไร และโน้มน้าวจูงใจให้ผู้รับหนังสือปฏิบัติตามนั้น โดยเป็น
ผลดีวิธีการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ถูกต้อง ชัดเจน รัดกุม กะทัดรัด บรรลุจุดประสงค์และ
เป็นผลดี
หลักถ้อยคำไทยที่พึงสังเกตในการเขียนหนังสือราชการมี 2 เรื่อง คือ
ก. ตนประโยค
ข. ความเกี่ยวพันข้าวของข้อความ
ก.รูปประโยค
ประโยค ประกอบด้วยคำต่างๆ ได้แก่ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์
(คุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์) คำบุพบท คำสันธาน คำอุทาน ประโยค แต่ละประโยคจะ
ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ
(1) ส่วนผู้ดำเนินการ เรียกว่า “ประธาน”
(2) ส่วนการแสดง เรียกว่า “กริยา”
(3) ส่วนผู้ถูกกระทำ เรียกว่า “กรรม”
(4) ส่วนขยาย เรียกว่า “วิเศษณ์” แบ่งเป็น 2 จำพวก คือ
(ก) ขยายประธานหรือขยายกรรม เรียกว่า “คุณศัพท์”
(ข) ขยายกริยา เรียกว่า “กริยาวิเศษณ์”
เทคนิคในการเขียนหนังสือย่อเรื่อง
1. การอ่านเรื่องทั้งเรื่องอย่างละเอียดเข้าใจแจ่มแจ้ง
ก. ตั้งใจอ่านโดยมีสมาธิ ไม่ใช่อ่านอย่างใจลอย
ข. อ่านให้จบเรื่อง ไม่ใช่อ่านไปย่อไปเป็นตอน ๆ
ค. อ่านอย่างละเอียด ไม่ใช่อ่านเพียงผ่านๆ คร่าวๆ
ง. ทำความเข้าใจในข้อความ และถ้อยคำที่ใหญ่มากทุกคำ ทุกตอน
จ. ทำความซึมซาบในเนื้อความทั้งตรึกของเรื่อง
2. การจับใจความสำคัญของเรื่อง คือการจับให้ได้ว่าเนื้อหาสาระของเรื่องนั้นมีอย่างไร อะไรคือ
ใจความอะไรคือรายละเอียดประกอบพอสรุปได้ดังนี้
ใจความ คือเนื้อหาสาระของเรื่อง ซึ่งเมื่อเขียนลงไปก็จะให้ได้ความสมบูรณ์ ถ้าไม่เขียน
ลงจะขาดสาระสำคัญไป รายละเอียดประกอบ หรือพลความ คือข้อความตกแต่ง ซึ่งตัดออกก็
ไม่เสียความ เขียนเพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก
3. การสรุปย่อเรื่อง คือการนำเอาเฉพาะใจความมาเขียนให้สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย การทำ
บันทึกย่อ
เรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา จะต้องเสนอโดยสรุปรวมความทั้งเรื่องไม่ใช่ย่อเรื่องเสนอเป็น
ตอนๆ การสรุปรวมความทั้งเรื่อง
ควรใช้วิธีต่อไปนี้
ก. ลำดับความเอง ไม่จำเป็นต้องลำดับความตามเรื่องเดิม
ข. ใช้ถ้อยคำของตนเอง ไม่ใช่คัดลอกจากข้อความในเนื้อเรื่องเดิมไม่ใช่ตัดตอนจาก
ข้อความในเนื้อเรื่องเดิม
ค. สรุปแต่ใจความสำคัญ ไม่เอารายละเอียดเนื้อหาสาระอันเป็นใจความสำคัญของ
เรื่องที่ควรทราบนั้นโดยทั่วไปจะเป็นคำตอบของคำถาม 5w 1H กล่าวคือ เรื่องอะไร ใครทำอะไร
ทำอย่างไร ทำทำไม ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลอื่นหรือเกี่ยวกับเวลาหรือเกี่ยวกับสถานที่ ก็
อาจจะต้องถามเพิ่มเติมอีกเพื่อให้ได้เนื้อหาสาระสมบูรณ์ เช่นถามเพิ่มเติมว่า ทำชราใคร ทำที่
ไหน ทำเมื่อใด
ง. เขียนกงการให้เข้าใจง่าย เขียนตามลำดับเหตุการณ์หรือเรื่องราวเน้นส่วนสำคัญของเรื่อง
4. ให้ข้อเสนอ ในการเคลื่อนการต่อเอกสาร
2. บันทึกสั่งการผู้ใต้บังคับสั่ง
3. บันทึกติดต่อราชการระหว่างเจ้าหน้าที่ หรือระหว่างหน่วยงานที่ต่ำกว่ากรม
การร่างหนังสือราชการ
การร่าง คือการเรียบเรียงข้อความขั้นพื้นฐานตามเรื่องที่เราจะแจ้งให้ผู้รับทราบเที่ยงตรงตาม
จุดพึงปรารถนาที่เรางก ก่อนที่จะจัดทำเป็นต้นแผ่นจดหมาย
หลักการร่าง จะจำต้องตระหนักแจ่มแจ้ง แยกประเด็น คดีเป็นเหตุ เป็นผล และความมุ่ง
หมายที่จะมีหนังสือเดิน โดยจะต้องตั้งเป็นหัวข้อๆ ไว้ ด้วยมิให้หลงประเด็น และจะได้เต็มจำนวนทุก
ประเด็น เช่น อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ใครทำไม อย่างไร จากนั้น ก็มาเรียบเรียงความสำคัญโดยให้
เริ่มใจความที่เป็นเหตุผลก่อน และตามด้วยจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป และสรุป
การเลือกใช้ภาษา จะต้องใช้อย่างถูกต้อง อ่านเข้าใจง่าย สั้นมีความหมายบริสุทธิ์ การ
สะกดการันต์อักขรวิธี ตัวสะกด วรรคตอน ภาษาสุภาพ ใช้ให้คู่ควรกับฐานะของผู้รับและที่
สำคัญจะต้องระลึกถึงผู้รับว่าเข้าใจถูกต้องตรงจุดประสงค์ หรือความเรียกร้องของเราหรือไม่
การร่างหนังสือถ้อถ้อย ผู้ร่างจะต้องร่างตามรูปแบบที่บังคับ และจะต้องทราบว่าเรา
จะมีหนังสือถึงใครบ้างหรือจะทำสำเนาให้ใครทราบบ้าง
การซัดทอด เท้าความ จะต้องดูด้วยว่าผู้รับหนังสือเห็นประจักษ์มาก่อนหรือไม่ หากทราบ
มาแล้วก็ทำได้เท้าความสั้นๆ
แนวทางการแบบหนังสือติดต่อราชการให้ดี
1. ร่างให้ชอบ
2. ร่างให้ชัดเจน
3. ร่างให้ละเอียด
4. ร่างให้กระชับ
5. ร่างให้บรรลุวัตถุประสงค์
กลยุทธ์การเขียนหนังสือโทรศัพท์ราชการให้ดี
ในการเขียนหนังสือติดต่อราชการนั้น เพียงรู้รูปร่างของหนังสือติดต่อราชการ และรู้วิธี
เขียนข้อข้อคดีในหนังสือติดต่อราชการ ก็พอจะเขียนหนังสือติดต่อราชการเป็น คือเขียนให้เป็น
แบบหนังสือติดต่อราชการได้ พออ่านเข้าใจและพอสื่อความหมายได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ
เขียนหนังสือติดต่อราชการให้ดีได้ เพราะหนังสือติดต่อราชการที่ดีนั้นนอกจากต้องเขียนตาม
แบบและเขียนให้อ่านเข้าใจและสื่อความหมายได้แล้ว ยังจะต้องเขียนให้ถูกต้องในเนื้อหา ถูก
ที่ผูกภาษา ถูกความนิยม มีความชัดเจน รัดกุม กะทัดรัด อีกทั้งให้หวังผลได้ตามจุดประสงค์
ของการมีหนังสือไปและให้เป็นผลดีด้วย
เคล็ดการเขียนหนังสือสื่อสารราชการให้ดี
ดังนั้น การศึกษาเรื่องการเขียนหนังสือติดต่อราชการ นอกจากจะศึกษาให้รู้ลักษณะของ
หนังสือติดต่อราชการอันเป็นความรู้พื้นฐานในการเขียนหนังสือติดต่อราชการแล้ว ยังจะต้อง
ศึกษาให้รู้หลักในการเขียนบันทึกติดต่อราชการให้ดี อันเป็นความรู้ที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ทำเป็นเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ดียิ่งขึ้น
คู่มือเตรียมสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร

คู่มือสอบปลัดอำเภอ 2คู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEW558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEWคู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEW

คู่มือสอบปลัดอำเภอ 2558 NEW
 
 การเปิดอกข้อมูลข่าวสาร
หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจา
นุเบกษา
 (1)โครงและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการปกครอง
(3) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน คู่มือสอบปลัดอำเภอ ระเบียบ เยี่ยงอย่าง นโยบาย หรือ
การตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ สำหรับแยกออกมีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่
เกี่ยวข้อง
(5) ประกาศข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลประกาศของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้
ประชาชนเข้าตรวจดูได้
(1) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีดอกผลโดยตรงต่อเอกชน คู่มือสอบปลัดอำเภอ รวมทั้งความมองแย้งและคำสั่งที่
เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(2) หลักหรือการแปลความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(4) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระแทกถึงสิทธิหน้าที่ของ
เอกชน
(5) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการคำอธิบายเพิ่มเติม
(6) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนใน
การจัดทำบริการสาธารณะ
(7) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ให้เฉพาะกิจรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการ
พิจารณาไว้ด้วย
(8) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่แผนกกรรมการกำหนด

แนวข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58

แนวข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58
ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
การแบ่งประเภทฝ่ายของรายจ่าย
การจำแนกประเภทของรายจ่ายอาจทำได้หลายวิธี แล้วแต่ว่าจะเพ่งพิศใน
ทัศน์ใด
 การจำแนกชั้นของรายจ่ายตามขั้นตอนงบหมาย
รัฐบาลไทยเพราะสำนักงบมัตตะได้แบ่งพวกประเภท   ไว้หลายวิธี ดังนี้
1. แยกประเภทรายจ่ายตามหน่วยงานที่ใช้จ่าย คือ เป็นการจำแนกค่าใช้สอย
ตาม กระทรวง ทบวง กรม เป็นการบอกให้เห็นว่าหน่วยงานแต่ละหน่วย ใช้จ่ายและได้รับ
งบประมาณมากน้อยเพียงใด รัฐบาลให้ความยิ่งใหญ่กับด้านใด
2. จำแนกรายจ่ายตามแบบของรายจ่ายหรือไม่ก็ตามประเภทของรายจ่าย
คือ จำแนกคลอดมาตามประเภทของรายจ่าย เช่น หมวดเงินเดือนค่าจ้าง หมวดค่าจ้าง
ชั่วคราว หมวดค่าตอบสนองใช้สอยวัสดุ   หมวดค่าสาธารณูปโภค หมวดค่าครุภัณฑ์ หมวด
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หมวดเงินค้ำจุน และหมวดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
3. แยกประเภทค่าครองชีพตามลักษณะงาน (Function Classification) เป็นการ
แสดงงบประมาณรายจ่ายโดยจัดกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยการทำงานของรัฐที่มีวัตถุประสงค์
สนับสนุนจุดมุ่งหมายเดียวกัน รวมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นกรุ๊ปเดียวกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4
ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1) การบริหารงานดาษ เช่น การป้องกันประเทศ การบำบัดรักษาความสงบ
ภายใน การตุลาการ
2) การดูแลทางวงการและชุมชน เช่น การเรียนรู้ การสาธารณสุข การ
สังคมเกื้อหนุน การบริการกลุ่มชน วัฒนธรรมและนันทนาการ
3) การบริการทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การเกษตร เหมืองแร่ การคมนาคมอุตสาหกรรม
4) รายจ่ายอื่น ๆ
4. แยกประเภทรายจ่ายตามลักษณะเศรษฐกิจ (Economic Classification) เพื่อ
ส่อให้เห็นถึงผลของงบเก็งแผ่นดินที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยจำแนกเป็น
3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ รายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายชำระคืนเงินต้นจากการกู้ยืม
ตามหลักสากลโดยทั่ว ๆ ไป  แนวข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58 จะจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ รายจ่าย
ลงทุนกับรายจ่ายประจำ แต่รัฐบาลไทยประยุกต์เพิ่มเติมเข้าไปอีก 1 ประเภท คือ รายจ่าย
ชำระคืนเงินต้น เนื่องจากรายจ่ายในประเภทนี้มีสัดส่วนค่อนข้างมากในแต่ละปีงบประมาณ
1) รายจ่ายลงทุน หมายถึง รายจ่ายใช้ไปสำหรับสะสมทุน ยังไม่ตายรายจ่ายที่
รัฐบาลใช้ไปแล้วก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตในอนาคต หรือไม่ก็รวมศักยภาพในเบื้องหน้า หรือเป็น
รายจ่ายที่ใช้จ่ายแล้วไม่หมดไปภายในปีเดียว นั่นคือ รายจ่ายที่ใช้ไปแล้วได้ทรัพย์สินที่มีอายุ
การใช้งานมากเกินกว่า 1 ปี เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน และสิ่งประดิษฐ์
2) รายจ่ายประจำ หมายถึง ค่าครองชีพที่ใช้แล้วหมดไปในปีนั้น ๆ และไม่
เสริมสร้างให้เกิดศักยภาพในการผลิตในอนาคต เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการ
เงินค่าอุดหนุน เงินเดือนค่าจ้าง ค่าประปา ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นต้น
5. จำแนกรายจ่ายตามโครงสร้างแผนงาน สำนักงบประมาณทำแผน
งบประมาณแบบ PPBS โดยแบ่งออกเป็นด้านต่าง ๆ โครงการใดที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน
เหมือนกันก็จัดเข้าไปอยู่ในด้านเดียวกัน ซึ่งสำนักงบประมาณแบ่งโครงสร้างแผนงาน
ออกเป็น 12 ด้าน เช่น ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคมและการสื่อสาร ด้าน
พาณิชย์และการท่องเที่ยว การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสังคมช่วยเหลือ ด้าน
สิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข เป็นต้น
,, 
,,
นอกจากการจำแนกประเภทของรายจ่ายตามวิธีการงบประมาณแล้วยังมีอีก
วิธีหนึ่ง คือ การจำแนกประเภทของรายจ่ายตามลักษณะของสินค้าและบริการที่รัฐ
จัดหาให้ประชาชน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. สินค้าและบริการสาธารณะที่แท้จริง (Pure Public Goods and
Service) คือ สินค้าและบริการที่รัฐจัดหาให้แก่ประชาชน และเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของรัฐ
ซึ่งสินค้าและบริการที่เข้าข่ายเป็นสินค้าและบริการสาธารณะนั้นมีลักษณะ 2 ประการ คือ
1) เป็นสินค้าและบริการที่แบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ไม่ได้
2) ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการสาธารณะนั้นคือ คนที่เป็นสมาชิก
ของสังคมหรือประชาชนในประเทศนั้น ๆ
ดังนั้นสินค้าและบริการประเภทนี้ ได้แก่ บริการด้านการรักษาประเทศ
การรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ เป็นต้น
2. สินค้าและบริการกึ่งสาธารณะ (Semi Public Goods and Services)
คือสินค้าและบริการที่เกิดประโยชน์กับผู้ใช้สินค้าและบริการโดยตรง และเกิดประโยชน์
ทางเลี่ยงแก่ผู้ที่ไม่ได้ใช้สินค้าและบริการ
สินค้าและบริการประเภทนี้ ได้แก่ บริการทางด้านการศึกษา ด้าน
สาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งผู้ที่ได้รับการศึกษาหรือได้รับการบริการทางสาธารณสุขก็จะได้รับรับ
ประโยชน์โดยตรง และเมื่อมีผู้ที่ได้การทำความเข้าใจแล้วก็จะมีผู้ที่มีความศักยในการประกอบ
อาชีพมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับบริการทางด้านสาธารณสุขก็จะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็จะทำให้มาตรฐานการครองชีพโดยรวมของประชาชนในชาติสูงขึ้น ทำให้
เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเนื่องจากมีแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถ และมีสุขภาพ
แข็งแรงสมบูรณ์
3. สินค้าและบริการแบบให้เปล่า เป็นสินค้าและบริการที่รัฐให้กับ
ประชาชนในลักษณะของการให้เปล่าหรืออยู่ในรูปของเงินโอน ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า สินค้าและ
บริการที่มุ่งทางด้านศีลธรรม (Merit Goods and Services) คือ สินค้าและบริการที่รัฐจัดหา
ให้เพื่อทางด้านศีลธรรมให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาสทางสังคม
สินค้าและบริการประเภทนี้ ได้แก่ การสงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติทาง
ธรรมชาติ การสร้างอาคารสงเคราะห์สำหรับผู้มีรายได้น้อย การสงเคราะห์คนชรา คนตาบอก
และเด็กกำพร้า เป็นต้น
4. สินค้าและบริการที่รัฐเข้าจัดให้ ซึ่งเหมือนกับสินค้าและบริการของ
ภาคเอกชน ในบางประเทศรัฐบาลเห็นว่า ถ้าหากปล่อยให้เอกชนเป็นผู้จัดหาให้แก่
ประชาชนแล้วอาจจะปรากฏการผูกขาด หรือเห็นว่าภาคเอกชนมีกำลังทุนไม่พอเพียง รัฐก็จะเข้า
มาจัดการเอง ซึ่งสินค้าและบริการพวกนี้รัฐจะคิดค่าสินค้าและบริการจากประชาชนด้วย
สินค้าพร้อมทั้งบริการหมวดนี้ ได้แก่ การสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น การ
ไฟฟ้า การประปา โทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งในบางประเทศเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แล้ว
รัฐบาลจะเข้ามาควบคุมเกี่ยวกับอัตราค่าสินค้าและบริการเพราะด้วยให้เกิดความยุติธรรมต่อ
ผู้บริโภคอุปโภคอีกทีหนึ่ง
ความยิ่งใหญ่ของรายจ่ายสาธารณะ
การใช้จ่ายของรัฐบาลมีความสำคัญ คือ
1. การใช้จ่ายไปในภารกิจที่ผู้ได้รับผลกำไรจะต้องจ่ายค่าตอบสนอง
และประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ก็เต็มใจที่จะจ่ายค่าตอบแทนในการได้มาซึ่งสินค้าและบริการ
นั้น ๆ กิจการประเภทนี้ได้แก่ บริการทางด้านสาธารณูปโภค เช่น ประปา ไฟฟ้า ไปรษณีย์
โทรเลข เป็นต้น
2. การใข้จ่ายไปทางแบบที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจ
ในระยะยาว รัฐบาลอาจจะเก็บค่าธรรมเนียมแก่ผู้ได้รับประโยชน์ ได้แก่ การใช้จ่ายทางด้าน
สาธารณสุขและด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการมากขึ้นประสิทธิภาพการทำงานหารายได้ให้แก่
ประชาชน
3. การใช้จ่ายไปในเบื้องที่จะทำให้รายได้ประชาชาติและรายได้จากค่าธรรมเนียม
เงินได้เพิ่มขึ้นโดยทางอ้อม มักเป็นการใช้จ่ายที่ไม่ได้รับรายได้ตอบแทน เป็นการให้เปล่า
ได้แก่ การใช้จ่ายไปในด้านการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน เช่น สวนสาธารณะ เป็นต้น
4. การใช้จ่ายไม่ก่อให้เกิดผลผลิตขึ้นมา หรือเป็นการใช้จ่ายที่
สิ้นเปลือง เช่น การใช้จ่ายไปในปีกการระแวดระวังประเทศ เอาใจช่วยให้พลเมืองทำเงินและ
คงไว้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุข
5. การใช้จ่ายไปในด้านให้ความช่วยเหลือแก่คนบางกลุ่มของสังคม
เพื่อสวัสดิการของเข้าสังคม ได้แก่ การให้บริการด้านสาธารณูปการ เช่น การสงเคราะห์เด็ก
ต้นกำพร้าหรือคนพิการ จำนวนมากเป็นการให้เปล่า
รูปพรรณของรายจ่ายสาธารณะ
การใช้จ่ายของรัฐบาลแยกประเภทออกเป็น 4 ลักษณะ คือ
1. การใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการ การจะตัดสินใจว่า
จะผลิตอะไร ผลิตอย่างไรนั้นไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะแต่ภาวะของตลาดว่าต้องการสิ่งใดด้วยว่าหวัง
กำไรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจทำไปตามมติของที่ประชุม เช่น การป้องกันประเทศ
การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การดำเนินการผลิตบางอย่างถ้าปล่อยให้
เอกชนทำแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาด้านศีลธรรมสูงอายุสังคม รัฐบาลจึงต้องเข้า
มาเดินการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเพื่อให้เป็นอรรถประโยชน์แก่คนส่วนรวม
แนวข้อสอบ กรมส่งเสริมการเกษตร 58

คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค กคู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก

   คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก
 
แวดวง เศรษฐกิจ การเมือง และเหตุการณ์ล่าสุด
ความหมายเครื่องใช้ “พลเมืองดี” ในแบบอย่างชีวิตประชาธิปไตย
อภิธานคำศัพท์นักเรียนฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำต่าง ๆ ดังนี้
“พลเมือง” หมายถึง ชาวเมือง ชาวประเทศ ประชาชน
“คติ” หมายถึง สาย แนว ทาง ถนน
“ประชาธิปไตย” หมายถึง แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่
ดังนั้นคำว่า “พลเมืองดีในวิถีชีวิตประชาธิปไตย” คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก จึงหมายถึง สามัญชนที่มี
คุณลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นผู้ที่ยึดมั่น
ในสดมภ์ศีลธรรมและคุณธรรมของศาสนา มีหลักการทางประชาธิปไตยในการดำรงชีวิต
ปฏิบัติตนตามข้อบังคับ
อยู่ยงตนเป็นผลดีต่อสังคม  เพราะมีการช่วยเหลือเลี้ยงดูกัน อันจะก่อมอบให้เกิดการคืบหน้า
สังคมพร้อมด้วยประเทศชาติ
 
ให้เป็นสังคมและประเทศประชาธิปไตยอย่างแน่นอนจริงหลักการทางประชาธิปไตย
หลักการทางประชาธิปไตยที่สำคัญ ได้แก่
1) หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หมายถึง ประชาชนเป็นเจ้าของ อำนาจวาสนาสูงสุดใน
การปกครองรัฐ
2) หลักความเสมอภาค หมายถึง ความเท่าเทียมกันในสังคมประชาธิปไตย นับถือว่าทุกคนที่เกิด
มาจะมีความเท่ากันในฐานะการเป็นประชากรของแว่นแคว้น ได้แก่ มีสิทธิเสรีภาพ มีภาระ
เสมอภาคกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นหรือการเลือกปฏิบัติ ควรดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่
ข่มเหงกุมเหงคนที่อ่อนแอหรือทุคตะกว่า
3) หลักนิติธรรม หมายถึง คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก การใช้หลักกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน เพื่อความสงบสุข
ของสังคม
4) หลักเหตุผล หมายถึง การใช้เหตุผลที่ถูกต้องในการตัดสินหรือยุติปัญหาในสังคม
5) หลักการถือเสียงข้างมาก หมายถึง การลงมติโดยยอมรับเสียงส่วนใหญ่ในสังคม
ประชาธิปไตย ครอบครัวประชาธิปไตย จึงใช้หลักการถือเสียงข้างมากเพื่อลงมติในประเด็น
ต่าง ๆ ได้อย่างสันติวิธี
6) หลักประนีประนอม หมายถึง การลดความขัดแย้งโดยการผ่อนหนักผ่อนเบาให้กัน ร่วมมือ
กันเพื่อเห็นสุกงอมประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ
แนวทางประชาธิปไตยจึงเป็นแนวทางสำคัญที่นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในสังคม
เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุข ในสังคมได้
แนวทางการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย
พลเมืองดีตามวิถีชีวิตประชาธิปไตยควรมีวิถีทางการปฏิบัติตนดังนี้ คือ
1) พวกวงการ ได้แก่
(1) การแสดงความคิดอย่างมีสาเหตุ
(2) การรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น
(3) การรับผิดเมื่อผู้อื่นมีเหตุผลที่ดีกว่า
(4) การลงความเห็นใจโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
(5) การนบนอบระเบียบของกลุ่ม
(6) การมีจิตสาธารณะ ตกว่า เห็นแก่ผลดีของส่วนรวมและรักษาสาธารณทรัพย์สิน
2) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่
 
(1) การมัธยัสถ์และอดออมในครอบครัว
(2) การอย่างสุจริตสุจริตต่อหน้าที่ที่ทำ
(3) การวิวัฒน์งานอาชีพให้ก้าวหน้า
(4) การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
(5) การสร้างงานและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ประกบสังคมไทย
และสังคมโลก
(6) การเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดี มีความซื่อสัตย์ คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก มุ่งมั่นในอุดมการณ์ที่ดีต่อชาติ
เป็นสำคัญ
3) ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่
(1) การยำเยงกฎหมาย
(2) การรับฟังข้อคิดเห็นของทุกคนโดยอดทนประสานรอยความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
(3) การยอมรับในเหตุผลที่ดีกว่า
(4) การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน
(5) การกล้าเสนอความคิดเห็นต่อส่วนรวม กล้าเสนอตนเองในการทำ หน้าที่
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
(6) การทำงานอย่างเต็มความสามารถ เอ่อเวลา
ศีลธรรมของการเป็นพลเมืองดี
คุณธรรม จริยธรรม หมายถึง ความดีที่ควรประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ
คุณธรรม จริยธรรมที่ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี ได้แก่
1) ความจงรักจงรักต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หมายถึง การรู้ใน
ความสำคัญของความเป็นชาติไทย การยึดมั่นในหลักศีลธรรมของศาสนา และการ
จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
2) ความมีท่วงทีวินัย หมายถึง การมุ่งมั่นในการอยู่สมรู้โดยยึดระเบียบวินัย เพื่อ
ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
3) ความกล้าทางจริยธรรม หมายถึง ความเก่งกาจหาญในทางที่ถูกที่ควร
4) ความรับผิดชอบ หมายถึง การยอมเสียผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผู้อื่น หรือสังคม
โดยรวมได้รับประโยชน์จากการกระทำของตน
5) การบริจาค หมายถึง การยอมเสียผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผู้อื่น หรือสังคมโดยจับกลุ่ม
ได้รับประโยชน์จากการกระทำของตน
,, 
,, 
 
6) การโด่ต่อเวลา หมายถึง การทำงานตรงตามเวลาที่ได้รับมอบหน้าที่
การประเทืองให้ผู้อื่นดำเนินตนคือพลเมืองดี
การที่บุคคลปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยแล้ว ควรสนับสนุนส่งเสริม
ให้บุคคลอื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยด้วย โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้
1. การปฏิบัติตัวตนให้เป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย โดยยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมมของ
ศาสนาและหลักการของประชาธิปไตยมาใช้ในสายการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อเป็นแบบอย่างที่
ดีแก่คนรอบข้าง
2. เผยแพร่ อบรม หรือไม่ก็ให้บทเรียนบุคคลในครัวเรือน เพื่อนบ้าน คนในสังคม ให้ใช้หลักการ
ทางประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน
3. ส่งเสริมชุมชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามวิธานหมาย โดยการบอกเล่า
เขียนบทความเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน
4. ชักชวน หรือสนับสนุนคนดีมีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง
หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน
5. เป็นหูเป็นตาให้กับรัฐหรือหน่วยงานของานรัฐในการสนับสนุนคนดี คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. และเอาชนะคนที่เป็น
เภทภัยกับสังคม
การผลักดันปันออกผู้อื่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย พึงจะเป็นจิตสำนึกที่บุคคล
ควรปฏิบัติเพื่อจะให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
การเป็นคนที่ดีของสังคมไทยและสังคมโลก
การที่บุคคลจะเป็นสมาชกที่ดีของสังคมไทยและสังคมโลก จะต้องคำนึงถึงสถานภาพ
บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และการงานในการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
ความหมายของสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ พร้อมทั้งหน้าที่
1) สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งที่บุคคลได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคม แบ่งออกเป็น
สถานภาพที่ได้โดยผลิต เช่น ลูก หลาน คนไทย เป็นต้น คู่มือเตรียมสอบ ก.พ. ภาค ก และฐานะทางสังคม
เช่น ครู นักเรียน แพทย์ ฯลฯ